ReadyPlanet.com
dot dot
dot
คำสอนกรรมฐานจากพระพุทธโอษฐ์
dot
bulletมนุษย์ถือเอาที่พึ่งผิดๆ เป็นสรณะ
bulletอริยมรรคมีองค์แปด
bulletพระมหาสติปัฏฐานสูตร
bulletกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน
bulletเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน
bulletจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน
bulletธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน
bulletปัจฉิมพุทโธวาทปาฐะ
bulletพรหมจรรย์แห่งพระพุทธศาสนา
bulletทางออกจากวัฏฏะสงสาร
bulletปฎิบัติอย่างไรจึงทำที่สุดทุกข์ได้
bullet"สุญญตา"-ธาตุ-ผัสสะ-วิหาร
dot
แผนที่ เข็มทิศ ชัยภูมิ การปฏิบัติธรรม
dot
bulletบูชาพระรัตนตรัย
bulletพระตถาคตเจ้า เกิดขึ้นแล้วในโลก
bulletสัมมาทิฏฐิ
bulletสติปัฏฐาน ๔
bulletวิธีการปฏิบัติธรรม
bulletวิธีการกำหนดรู้
bulletอริยสัจ 4
bulletพระไตรลักษณ์
bulletปฏิจจสมุปบาท
bulletเพชรในหัวคางคก
bulletพระสารีริกธาตุ-ปัจเจกพุทธเจ้า
bulletพระอรหันตธาตุสมัยพุทธกาล
bulletพระอรหันตธาตุสมัยปัจจุบัน
dot
ว่าด้วยแนวทางการปฏิบัติธรรม
dot
bulletสมาทานศีล ๘
bulletคำขอกรรมฐาน
bulletคำลากรรมฐาน
bulletคำขอขมา
bulletปฏิเวธธรรม จากประสบการณ์
bulletบันทึกธรรม จากประสบการณ์
bulletวิธีทำสมถะวิปัสสนา
bulletดวงจิตผู้รู้อยู่ (หลวงปู่สิม)
bulletทวนกระแสจิตมาสู่ดวงจิตผู้รู้
bulletวิธีปฏิบัติธรรมหลวงปู่ดูลย์
bulletการอ่านหรือฟังธรรมให้เป็นธรรม
bulletเครื่องตามรักษา 5 ประการ
bulletการประสารความขัดแย้งภายใน
dot
ข้อคิด-คติธรรม หลวงปู่มั่น
dot
bulletวัตรปฏิบัติ
bulletอุบายปัญญา
bulletโอวาทธรรม
bulletอธิบายธรรม จิตเดิม
bulletอธิบายธรรม อกิริยา
bulletอธิบายธรรม สัตตาวาส ๙
dot
ข้อคิด คติธรรม หลวงปู่ดูลย์
dot
bulletธรรมโอวาท
bulletปรารภธรรมะเรื่องอริยสัจสี่
bulletรู้ให้พร้อม
bulletแนวปฏิบัติที่ถูกต้องและง่าย
bulletเต่า กับ ปลา
bulletผลคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน
bulletนักปฏิบัติลังเลใจ
bulletตื่นอาจารย์
bulletสิ้นชาติขาดภพ
dot
เรื่องเล่ากฏแห่งกรรม
dot
bulletบาปทางใจ
bulletไม่ต้องการสวรรค์
bulletหัวอกพ่อแม่
bulletวัยบาป
bulletวิญญาณคะนอง
bulletปากมนุษย์
bulletโทษของความโลภ
bulletนี่แหละผลกรรม
bulletเมตตา-กรุณา
bulletความฝันลุงยุ้ย
bulletเปรตหลวงพ่อขำ
bulletอานิสงส์ของการสวดพุทธคุณ
bulletสมาธิรักษาโรค
bulletวิญญาณรายงานตัว
bulletหญิงสองร่างนางสองชาติ
bulletใช้หนี้กรรม
bulletตายจากคนไปเกิดเป็นวัว
bulletบวช-ช่วยเตี่ยขึ้นจากนรก
bulletใช้หนี้กรรมสุนัข แมว
bulletตาเคลิ้ม
bulletอานิสงส์ สร้างพระพุทธรูป
bulletอดีตชาติ
bulletเรื่องจริงของการเวียนว่ายตายเกิด
dot
วัดรัตนคูหา ถ้ำผากล้วย แม่เมาะ
dot
bulletแผนที่ไปวัดรัตนคูหา(ถ้ำผากล้วย)
bulletพาแอ่วชุมชน ชมวิถีคนแม่เมาะ
dot
มุมกิจกรรม-ชมรมคนใจสบาย
dot
bulletทานบารมี
bulletภาพกิจกรรมชมรมคนใจสบาย
bulletข่าวชมรมคนใจสบาย
bulletถวายกุฎิคุณากโร ณ วัดรัตนคูหา
bulletไหว้พระดี แดนอีสาน
bulletร่วมสร้างอุโบสถวัดรัตนคูหา
bulletถวายกุฏิกรกช ณ วัดรัตนคูหา
bulletซื้อและติดต้ังปั๊มน้ำบาดาลให้วัด
bulletช่วยกันสร้างแรงบันดาลใจ
bulletสนทนาธรรมกับหลวงพ่อหล
bulletถวายผ้าป่าวัดเขาน้อยปัจเจกธรรม
bulletถวายสังฆทานวัดป่าบ้านโคกเต่า
bulletFacebook รวมภาพกิจกรรม
bulletวิธีป้องกันภัยจากรถสาธารณะ
bulletรักษาตาฟรี ถวายในหลวง
bulletโครงการผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาว
bulletขาเทียมฟรี สำหรับผู้พิการขาขาด
dot
นิทานธรรมะ
dot
bulletแพะระลึกชาติ
bulletคลั่งนิพพาน
bulletฝังลูกนิมิต
bulletอยากได้สวรรค์
dot
ธรรมบท แห่งความดี
dot
bullet ตนเป็นที่พึ่งของตน
bulletโสดาปัตติผล
bulletยมกปาฏิหาริย์
bulletสัตว์โลกมืดบอด
bulletประโยชน์ของตน
bulletผู้เกิดมาเพื่อฆ่าตนเอง
bulletไม่ได้ทรัพย์เมื่อหนุ่ม
dot
Newsletter

dot




วัยบาป

วัยบาป

 

            เหตุการณ์ของชีวิตแต่ละคน ที่ได้มีประสบการณ์แปลกๆแตกต่างกัน บางครั้งเราได้ยินได้ฟังแล้วก็ยากที่จะหาเหตุผลมาอ้างอิง เพื่อพิสูจน์ เหตุเหล่านั้นได้เกิดขึ้นแล้วเป็นความจริงข้าพเจ้า ผู้เขียนเองก็ได้รับเรื่องทำนองนี้มามาก ก็ต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วน ก่อนที่จะเขียนขึ้นมาให้ท่านอ่านก็ต้องพิจารณาอีกในแง่ใดที่ขัดต่อเหตุผลบ้าง เมื่อมีผลไม่มีข้อสงสัยใดๆ แล้ว จึงจะเขียนขึ้นเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมเข้ากับหลักธรรม

            เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๒ วันหนึ่งข้าพเจ้ากลับจากที่ทำงานมาถึงบ้าน ก็ได้รับบอกเล่าจากคนในบ้านว่ามีพระสงฆ์หลายองค์ได้มาหาข้าพเจ้า และท่านบอกว่าต้องการอยากพบ นอกจากนั้นท่านยังได้กรุณามอบนามบัตรสลักหลังไว้ว่า ท่านมาพักอยู่ที่วัดวิเศษการ (หมื่นรักษ์) จังหวัดธนบุรี นามของท่าน พระพิศาลธรรมรังสี วัดคูหาสวรรค์ รองเจ้าคณะจังหวัดพัทลุงขอให้ข้าพเจ้าไปพบท่านเพราะความประสงค์ของท่านอยากพบจึงเดินทางมา ทั้งอยากจะมอบของสำคัญให้ข้าพเจ้าและท่านมีเวลาน้อยจะรีบเดินทางกลับปักษ์ใต้ บังเอิญมีผู้นัดจะมาพบข้าพเจ้าที่บ้านจึงหาเวลาว่างไม่ได้ ข้าพเจ้าคิดไม่ตก จึงได้โทรศัพท์ไปหาเพื่อนซึ่งเป็นนายทหารอยู่ใกล้ๆ วัดที่ท่านพัก ขอร้องให้ช่วยเป็นตัวแทนไปพบกับท่านเจ้าคุณพิศาลธรรมรังสีและพระสงฆ์ที่ร่วมเดินทางกับท่าน ส่วนข้าพเจ้าต้องขอโทษที่ไม่มีเวลาว่างต้องคอยผู้นัดพบ แต่ผ่านไปสักครู่หนึ่งก็ได้รับโทรศัพท์จากเพื่อนนายทหารบอกมาว่า “คุณให้ผมเป็นผู้แทนไปหาท่านเจ้าคณะนั้นผมไปแล้ว แต่ความประสงค์ของท่านนั้นต้องการพบคุณโดยเฉพาะเพราะอยากรู้จัก ท่านเสียเวลาเดินทางมาครั้งนี้ค้างคืนค้างวันมาในรถไฟ ท่านไม่มีธุระนอกจากอยากจะพบคุณ วันนี้ท่านเดินหาบ้านคุณเสียเวลาตั้งครึ่งวัน เมื่อพบบ้านคุณแล้วยังไม่พบตัวคุณ ท่านก็ไม่สบายใจกลัวจะเสียเวลามาเปล่า ทั้งท่านไม่มีเวลามากนักท่านจะรีบกลับ”

            ข้าพเจ้าได้ฟังแล้วก็ไม่สบายใจ ตกลงบอกว่าข้าพเจ้าจะไปเดี๋ยวนี้ แล้วสั่งคนที่บ้านไว้ว่า ผู้ที่นัดมาขอพบขอให้นั่งรอหน่อยเพราะมีธุระด่วน หากรอไม่ได้ขอให้นัดใหม่เป็นวันรุ่งขึ้น ๑๖.๐๐ น. ตรง แล้วก็รีบออกจากบ้านเรียกแท็กซี่ตรงไผฝั่งธนฯ แวะไปชวนเพื่อนไปพบกับท่านด้วย เมื่อขึ้นไปบนกุฏิก็พบท่านอยู่พร้อม ๕-๖ องค์ ข้าพเจ้ากราบนมัสการทั่วทุกองค์ ขออภัยที่ทำให้ท่านเสียเวลา ทราบว่าท่านได้มีความสนใจหนังสือที่ข้าพเจ้าเขียน ท่านเจ้าคุณพระพิศาลธรรมรังสี ได้กรุณามอบของให้ข้าพเจ้า พระคุณเจ้าทุกองค์ล้วนแต่เป็นเจ้าอาวาสพระผู้ใหญ่ ท่านก็มีความยินดีที่ได้พบข้าพเจ้า เมื่อได้สนทนาแล้วท่านเจ้าคุณพระพิศาลธรรมรังสีได้เล่าเรื่องครูผู้หนึ่งได้ตายแล้วหรือสลบไปกลับฟื้นขึ้นมาและได้เล่าเรื่องที่ประสบการณ์ในระหว่างที่สลบไปหรือตายไปแล้ว เพราะชีพจรหยุด ปกติเราเรียกว่าตาย หากจะพูดทางสมัยนี้เขาเรียกว่าสลบไป เพราะถ้าตายก็ไม่มีโอกาสฟื้นขึ้นมา ท่านผู้ประสบการณ์นั้นเป็นครูชื่อ ฉาย สุวรรณนิมิต

บ้านปากพยูน ตำบลและอำเภอปากพยูน จังหวัดพัทลุงเรื่องที่เป็นข่าวนั้นคือเรื่องที่ท่านได้ส่งบันทึกรายละเอียดของครูฉาย สุวรรณนิมิต มาให้ข้าพเจ้าภายหลัง

            เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๒ ครูฉาย สุวรรณนิมิต ได้ป่วยไข้เป็นรากสาก อาการทรงกับทรุดจนหนักเกินที่หมอจะรักษาให้หายได้ ครูฉายป่วยได้ ๑๕ วันพอดีหัวใจก็หยุดเต้น

ชีพจรก็หยุดเดิน พ่อแม่พี่น้องเพื่อนฝูงต่างพากันร้องไห้อาลับเพราะกิริยาเช่นนี้หมายถึงได้ตายจากกันไปแล้ว ที่สุดเป็นธรรมดาญาติพี่น้องจะต้องเสียอกเสียใจอาลัยหาด้วยกันทุกคน เพราะอายุครูฉายในขณะนั้นเพียง ๒๒ ปี ทั้งการป่วยระยะ ๑๕ วันและอาการหนักย่อมจะมีผู้มาเยี่ยมญาติและเพื่อนมาเฝ้าไข้หนักคอยดูใจอยู่ตลอดเวลาเมื่อเห็นคนไข้สิ้นลมไปแล้วก็พากันร้องไห้อาลัยรัก บางคนก็รำพันว่าอายุยังน้อยยังทำประโยชน์ให้แก่ชาติศาสนาได้อีกนาน  ทำประโยชน์ได้อีกมากไม่น่าจะมาตายแต่อายุยังน้อยเช่นนี้เลย ความรักความอาลัยของญาติพี่น้องเพื่อนฝูงย่อมจะพากันเศร้าโศกเสียใจเป็นธรรมดาทั่วไป ญาติได้จัดนำผ้าขาวมาคลุมร่างไว้เพื่อจะได้ทำพิธีต่อไป

            ส่วนเพื่อนบ้านที่เป็นช่างไม้ก็พากันมาช่วยด้วยใจสมัคร หาไม้กระดานมาต่อโลงเพื่อใส่ศพ ทั้งเลื่อยทั้งไสทั้งตอกทำด้วยความรีบร้อนและสมัครใจ เป็นธรรมดาบ้านที่มีคนตายจะต้องมีเพื่อนบ้านที่รักและนับถือมาเยี่ยมศพ และช่วยงานกันตามประเพณีชนบท บ้านใกล้เรือนเคียงต่างสมัครรักกันเหมือนญาติพี่น้อง มีอะไรก็ช่วยด้วยใจจริง ในสมัยนั้นต่างก็บอกต่อกันไปว่าครูฉายได้สิ้นบุญเสียแล้ว ฉะนั้นไม่ช้าที่บ้านผู้ตายก็มีคนเข้าออกอย่างชุลมุนช่วยทำโน่นทำนี่เท่าที่จะทำได้ และจัดสิ่งของเตรียมงามศพไว้ให้พร้อม เวลานั้น ท่านพระครูวัตตานุกูล ซึ่งเป็นอาจารย์ของผู้ตายก็มาเยี่ยมและเฝ้าไข้ลูกศิษย์อยู่ตลอดเวลา เมื่อเห็นศิษย์หมดลมท่านก็ได้บงการแนะให้จัดงานตามประเพณี โลงที่ต่อเสร็จเรียบร้อยเพื่อบรรจุศพก็ได้ยกขึ้นมาอยู่ใกล้ศพ ซึ่งศพยังคลุมผ้าขาวนอนเหยียดยามเป็นซากที่หมดลมหายใจไปแล้ว ยังมีผู้ร้องไห้อาลัยรักเศร้าโศกเสียใจหนักอยู่หลายคน ท่านพระครูก็ให้สติปลอบโยนให้คลายความเศร้าความทุกข์ ถือโอกาสสั่งสอนญาติโยมว่าให้พิจารณา ก็รู้เห็นว่าการเกิดแก่เจ็บตายนั้นเป็นของธรรมดา เกิดแล้วก็ต้องดับไป ความจริงเราก็รู้แต่เวลาเกิด แต่เวลาตายนั้นไม่มีใครรู้ว่าจะตายที่ไหน เมื่อไหร่ อายุก็ไม่แน่นอน บางทีก็ตายแต่เด็กๆ บางทีตายกำลังวัยรุ่นหนุ่มสาว บางทีก็แก่ตายตามอายุขัย เพราะสังขารบางส่วนไม่อาจทนอยู่ไปได้ ก็ตายอย่างธรรมดาเป็นไปตามธรรมชาติ ทุกชีวิตย่อมจะมีกรรมเป็นมรดกที่จะใช้หนี้กรรม และกรรมดีชั่วทุกอย่างเป็นไปตาม กฎแห่งกรรม การสร้างกรรมชั่วความประมาทย่อมนำผลนั้นมาสนองตนไปสู่ความตายได้ก่อนจะถึงอายุขัย ยังไม่ถึงเลาที่ควรจะตายฉะนั้นการทำอะไรก็อย่าได้ประมาท ให้อยู่ในขอบเขตของศีลธรรม อย่าคิดทะนงตนหลงระเริงว่ายังหนุ่มยังสาว ยังแข็งแรง ยังไม่ตายง่าย ทำสิ่งใดไม่ได้พิจารณา ขาดสติ ที่ตายเพราะความประมาทมีมากมาย และตายอย่างอเนจอนาถเช่น อุบัติเหตุต้องตายทั้งที่ยังไม่ถึงกำหนดอายุที่ควรจะตายแต่สังขารแหลกเหลว วิญญาณไม่สามารถจะเข้าร่างให้มีชีวิตอยู่ต่อไปได้จึงต้องตายก่อนกำหนด และที่ตายอยู่กลางถนนอุจาดนั้นเวลานี้มีมาก ฉะนั้นขอให้ใช้ชีวิตไปในทางดีมีชีวิตอยู่ด้วยความไม่ประมาท อยู่ในขอบเขตของศีลธรรมมีจิตใจเมตตาปรานี ให้แผ่ความเมตตากรุณาแก่สัตว์โลกที่เห็นผิดเป็นชอบทั่วไป เป็นการสร้างกรรมดีจะนำสิ่งที่เป็นสิริมงคลแก่ตัวเราเอง

            เหตุการณ์ที่บ้านครูฉายนั้น ร่างที่นองนิ่งสงบเพราะทุกคนคิดว่าแกตายแล้ว นับแต่หมดลมผ่านไปได้ ๗ ชั่วโมงร่างที่คลุมด้วยผ้าขาวก็รู้สึกเคลื่อนไหวน้อยๆ ขึ้น เสียงแผ่วเบาที่ร้องขอน้ำดื่มจากปากครูฉายทุกคนตะลึงตื่นเต้น บางคนได้สติไวเท่าความคิดรีบเปิดผ้าคลุมหน้าแล้วก็ฟังเสียง เมื่อแน่ใจว่าครูฉายฟื้นแน่ก็ยกศีรษะ เอาน้ำมาค่อยๆ กรอกใส่ปากให้ดื่มทีละน้อยๆ ตามความประสงค์ของผู้ขอ ต่อมาทุกคนเกิดความปีติยินดี ที่กำลังร้องไหเสียใจก็กลับหัวเราะดีใจบอกให้รู้กันทั่วไปว่าบัดนี้ครูฉายได้ฟื้นขึ้นมาแล้ว เป็นเรื่องอัศจรรย์มาก คนที่เข้าใจว่าตายไปแล้ว ๗ ชั่วโมง กำลังจะเตรียมยกศพใส่โลงกลับฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้ ต่างตะลึงตื่นเต้นดีใจก็บอกต่อกันไปด้วยความปีติยินดี ความเศร้าโสกก็กลายเป็นความตื่นเต้นดีใจทั่วกัน

            ส่วนครูฉายนั้นเมื่อได้ดื่มน้ำแล้ว ไม่ช้าก็เกิดกำลัง ที่ต้องนอนป่วยอยู่ ๑๕ วัน ต้องทรมานลุกไม่ไหวนั้น บัดนี้ความรู้สึกเช่นนั้นไม่มีอีกแล้ว รู้สึกตัวว่ากำลังจะเริ่มแข็งแรงเป็นปกติลืมความเจ็บไข้ได้ทุกข์ลงหมดสิ้น เกิดรู้สึกตัวว่าเมื่อตนกำลังตื่นรู้สึกตัว ได้ยินเสียงแว่วในหูมีเสียงคนร้องไห้รำพึงรำพันด้วยความรัก ความอาลัย เมื่อลืมตาดูก็มองเห็นคนยังร้องไห้ตาแดงๆ จึงเกิดความสงสัยนึกในใจว่า นี่เขาทำอะไรกันนะผู้คนมากมายขวักไขว่อย่างนี้ ตกใจว่านี่เขาเอาโลงศพมาทำไม จึงร้องถามท่านพระครูวัตตานุกูลผู้อยู่ใกล้และเป็นอาจารย์ว่า

            “ท่านอาจารย์ครับ ใครเป็นอะไรตายหรือจึงมีโลงใส่ศพและทำไมผู้คนพลุกพล่านมากมายเช่นนี้ ผมมองดูแล้วงงหมดจับต้นชนปลายไม่ถูก” ท่านพระครูวัตตานุกูลได้ฟังก็อึกอัดใจนึกไม่ออกว่าจะตอบอย่างไรดี ครูฉายอยากรู้จึงได้รบเร้าขอทราบว่ามีอะไรเกิดขึ้นในบ้าน ท่านพระครูคิดแล้วก็ตอบว่า “เธอนึกดูให้ดีว่าป่วยหนักในระยะ ๑๕ วัน แล้วเธอก็สลบไปไม่มีลมหายใจหัวใจหยุดเต้น ทุกคนเขาก็เข้าใจว่าเธอได้ตายไปแล้ว เขากำลังจะจัดงานศพของเธอ และจัดร่างของเธอใส่โลง ก็เป็นบุญที่เธอได้ฟื้นขึ้นมาเสียก่อนมิฉะนั้นก็คงลำบาก เมื่อยู่ในโลงแล้วเกิดฟื้นขึ้นมาคงยุ่งมาก” เวลานั้นคนที่มาช่วยในงานต่างก็มารุมล้อมครูฉายเพื่ออยากฟังเรื่องราว เพราะทุกคนก็สนใจที่คนตายแล้วฟื้นขึ้นมาพูดได้คงจะมีเรื่องเล่าให้ฟังมากมายเช่นคนสมัยก่อนที่ตายแล้วฟื้นเช่นเดียวกัน ครูฉายก็งงได้ฟังเรื่องราวของตนเอง “ไม่จริงหรอกครับผมยังไม่ตายเพียงผมหลับแล้วฝันไปเท่านั้น” ทุกคนสนใจมากต่างมารุมล้อมรอบตัวของครูฉาย อยากจะถามเรื่องราวเวลาสลบทุกคนก็อยากรู้ ท่านพระครูเห็นว่ารบกวนคนไข้เพิ่งจะฟื้นขึ้นมาใหม่ๆ จะต้องมาคอยเล่าคอยตอบเหตุการณ์ คนไข้ก็ยังไม่มีกำลังแรงพอ จึงสั่งให้นอนพักเอากำลัง แล้วท่านก็ขอร้องให้ทุกคนงดความอยากรู้ไว้ก่อน สั่งคนไข้ว่ายังไม่ต้องตอบคำถาม ยังไม่ต้องเล่าเรื่องอะไรเวลานี้และขอร้องให้หยุดการรบกวนคนไข้ที่เพิ่งฟื้นใหม่ๆ ขอให้คนไข้มีกำลังแข็งแรงเสียก่อน เวลาผ่านไปทำให้ครูฉายมีกำลังกระฉับกระเฉง พวกกระหายสนใจเรื่องราว อยากรู้อยากทราบว่าระหว่างสลบ ครูฉายได้พบอะไรขอให้นำมาเล่าสู่กันฟังครูฉายก็เล่าว่า

            เมื่อผมสลบไปไม่รู้สึกตัวก็คล้ายกับผมฝันไปว่า มีพระภิกษุรูปหนึ่งท่าทางใจดีมีเมตตากรุณา ผมนมัสการท่านด้วยความเคารพ ท่านชวนว่า “มาไปกับอาตมาเถิด” ผมก็รับคำท่านและใจนั้นก็มีความยินดี เพราะไปกับพระเป็นสิ่งที่เกิดมงคลแก่ตัวและปลอดภัย เมื่อท่านออกนำหน้าดูเหมือนว่าท่านได้เดินทางไปทางทิศตะวันตก แล้วมาขึ้นบนถนนสายใหญ่ยาม ถนนสายนี้ตัดตรงจากทิศเหนือมาสู่ทิศใต้พระภิกษุรูปนั้นได้นำหน้าผมเดินตามทางมุ่งตรงไปทางทิศเหนือ เมื่อเดินไปได้พักหนึ่งก็เห็นคนมากมายพลุกพล่านทุกคนรีบร้อนรวดเร็วจนมองหน้าไม่ทัน จำไม่ได้ สวนไปสวนจนหลีกไม่ค่อยทัน เป็นเหตุให้ผมกับพระภิกษุรูปนั้นทิ้งระยะเดินห่างกันออกไป รู้สึกเราจะเป็นคนแปลกปลอมผิดกว่าคนทั้งหลายทั้งกริยาท่าทางของเราก็เชื่องช้าตามปกติธรรมดาของมนุษย์ทั่วไป แต่คนเหล่านั้นมีแต่ความรีบร้อนรวดเร็ว การเดินผิดธรรมดา เดินคล้ายจะวิ่งอย่างมีความเดือนร้อน หาความสุขสงบไม่ได้ มีแต่ความลุกลี้ลุกลนคล้ายจะกลัวภัยอันตรายจะเกิดขึ้น จึงเร่งรีบเอาตัวรอด จึงทำให้ผมต้องห่างจากพระภิกษุนั้นออกไปทุกที แต่ผมก็ยังเดินเรื่อยๆ ไปตามถนนอย่างธรรมดาไม่รีบร้อน ผมตามพระภิกษุนั้นยังไม่ทัน เพราะความพลุกพล่านของคนมากมายนับพันนับหมื่น ผมก็พลัดกับภิกษุรูปนั้น

            ผมก็เดินเรื่อยๆ จนมาถึงสะพานแปลกประหลาดพิกลไม่เคยเห็นมาก่อน รูปร่างพิลึกคล้ายประทุนเรือเพราะโค้งมากจนคิดว่าคนธรรมดาผ่าไปไม่ได้ สะพานนี้ใหญ่โต ผมมองแล้วท้อใจ แต่มองเห็นคนอื่นๆ เขาเดินข้ามกันอย่างรวดเร็วและข้ามได้อย่างสบาย ในความรู้สึกคิดว่าพระท่านคงข้ามสะพานไปฟากโน้นแล้ว ถ้าเราไม่ข้ามคงตามพระไม่ทันแน่จะข้ามก็หมดปัญญาไม่รู้ว่าจะข้ามท่าไหน มองดูผู้อื่นเขาข้ามไปเหมือนฝ่าเท้าเขาเหนียวเป็นกาวคงเดินติดแน่นจึงข้ามได้สะดวกสบาย พิจารณารูปร่างของสะพานจะเปรียบเทียบให้ใกล้ความจริงก็เหมือนเอาลูกกลิ้งเหล็กอันใหญ่มหึมาผ่ากลาง แล้วมาคร่อมคลองเป็นสะพานข้าม ที่สุดก็คิดว่าขืนอยู่ช้าไม่ได้ เพราะจะหลงกับพระที่ท่านชวนมา คิดแล้วผมก็ตะเกียกตะกายคลานขึ้นบนสะพานประหลาดค่อยๆ ยันตัวเหมือนกบเขียดที่ค่อยๆ คลานทีละคืบกลัวจะลื่นตกลงมา แต่คนอื่นนับหมื่นๆ เขาข้ามกันอย่าธรรมดาสบาย ยกเว้นผมคนเดียวที่ค่อยๆ ไต่คลานขึ้นไปช้าๆ เพราะความกลัวตกจนกว่าจะถึงหัวสะพานอีกฟากหนึ่งก็ค่อยหายใจทั่วท้อง เมื่อลุกขึ้นมายืนมองหาพระภิกษุรูปนั้น ก็ไม่ทราบว่าท่านหายไปทางไหนเสียแล้ว จะถามพวกที่เดินกันอย่างขวักไขว่าก็คิดว่าพวกนี้คงไม่ยอมหยุดพูดเป็นแน่ แต่เกิดความรู้สึกว่าพระภิกษุรูปนั้นเมื่อท่านเดินลงสะพานคงจะเดินไปอีกทางหนึ่งเป็นทางรกมากและทางเดินก็ลำบากเมื่อเกิดความรู้สึกเช่นนั้นแล้วก็รีบดูทางพระภิกษุรูปนั้นยังยืนนิ่งรออยู่ ผมเห็นทางที่พระภิกษุรูปนั้นจะเดินต่อไปเป็นทางรกมาก เป็นป่าเป็นพงเกือบจะมองไม่เห็นทาง จะต้องบุกเข้าไปอย่างยากลำบาก ผมจึงบอกท่านว่า “หลวงพ่อครับทางนี้ผมตามท่านไปไม่ได้ครับ ผมกลัวมันรกและลำบากมาก ผมรู้สึกว่าจะไม่สามารถไปได้ครับ”

            ท่านยิ้มและพูดให้ความสงสารและเอ็นดูว่า “ทางนี้ยังไม่ใช่ทางที่เธอสามารถจะไปได้เวลานี้ อาตมารู้อยู่แล้ว สายตาของเธอยังมืดมัวมองไม่เห็นทางเธอจึงยังไปไม่ได้ น้อยคนนักที่จะได้มีโอกาสผ่านทางนี้ไปได้ เพราะคนส่วนมากขาดความอดทนปฏิบัติในสิ่งง่ายๆ จึงมองเห็นแต่ความยากลำบากเขาหลงแต่ความสะดวกสบายงมงายว่าเป็นทางความสุขลืมตัวลืมตนต้องการแต่สิ่งตามอารมณ์สนุกสนาน เรามีทางเดินอยู่สองทาง คือ ทางหนึ่งมีความสนุกสนานมีความสะดวกสบาย ตามความรู้สึกของกิเลสตัณหาปล่อยให้อารมณ์พาไป ความสะดวกสบายไม่ถาวรยั่งยืน ทางนี้เรายังงองายขาดสติมีความประมาท เห็นความทุกข์เป็นความสบายก่อน แล้วต้องระงับความทุกข์ยากลำบากภายหลังและอีกทางหนึ่งต้องมีความอดทน ใช้สติปัญญา ต้องปฏิบัติได้รับความลำบากก่อน เพราะต้องตัดกิเลสตัณหา ทำให้จิตใจสะอาดบริสุทธิ์ เมื่อถึงที่สุดแล้วก็จะพบความสุขสบายที่ยั่งยืนถาวรตลอดไป เธอก็จงกลับไปเถิด เราแยกทางกันตรงนี้ส่วนอาตมาก็จะเดินไปตามทางของอาตมา ขอให้เธอกลับไปหาพ่อแม่พี่น้องเถิด” แล้วก็ให้ศีลให้พร ผมก้มลงนมัสการท่าน แล้วท่านก็ออกเดินจนลับสายตา

            เมื่อผมไม่ได้ตามพระภิกษุรูปนั้นแล้ว ผมก็นึกว่าเราควรเดินทางไปทิศเหนือ เมื่อตัดสินใจแล้วก็ออกเดินทางทันทีถนนที่เดินนั้นวกเป็นข้อศอก การเดินทางนี้ไม่มีผู้คน ไม่รู้ว่าพวกนั้นหายไปไหนหมด ข้ามสะพานแล้วยังไม่เห็นใคร รู้สึกเดินทางมาคนเดียว เมื่อเลี้ยวไปทางตะวันตกก็พบตลาดสองฟากถนนเป็นเรือนชั้นเดียวมีร้านขายของ ผมล้วงกระเป๋ากางเกงเห็นมีเงินอยู่สองสลึง ผมเลยเดินเข้าไปซื้อลูกเงาะ ๒ พวง พวงละสลึง เมื่อเดินต่อไปเห็นมีทางเล็กเดินได้เฉพาะคนเดียวแต่รกรุงรังไม่น่าจะเดิน เมื่อหมดทางอื่นที่จะเดินทางไปทางทิศเหนือ ก็จำเป็นจะต้องเดินต่อไปไม่ว่าจะได้รับความลำบากอย่างไร มือถือเงาะมา ๒ พวง ตั้งใจจะเอาไปฝากพ่อแม่เสียพวง และจะกินเอง ๑ พวง ยิ่งเดินทางก็ยิ่งลำบากมากขึ้น ต้องบุกเข้าไปในดงหญ้าฝ่าเข้าในดงไม้ ทำให้หวาดกลัวขึ้นมาว่า เราคงจะหลงทางเสียแล้วคงจะกลับบ้านไม่ถูก จึงปลดเงาะออกจากพวงและเดินพลางกินพลาง นึกในใจว่าหากเราหลง เวลาจะย้อนกลับมาทางเก่าจะได้อาศัยเปลือกเงาะที่ทิ้งไว้ตามทางเป็นที่สังเกตจะได้กลับถูก เดินไปกินไปคิดไปจนเงาะหมดทั้งสองพวง ก็มาโผล่ออกมาเห็นสุดทางไม่มีทางไปอีก เพราะเบื้องหน้านั้นเหมือนเป็นอีกภพหนึ่ง เพราะแผ่นดินตรงนั้นเป็นสูงถูกปาดออกจากกันเป็นฉากตั้งชัน เมื่อยืนอยู่ก็มองเห็นเบื้องต่ำก็รู้ตัวว่าเราอยู่เบื้องสูงลิบมองลงมาเหมือนเหวลึก ไม่มีทางใดจะลงไปเบื้องล่างได้ มองดูจิตใจมันอ่อนเปียกหมด รู้สึกหวิวๆพาลจะเป็นลม เมื่อชินต่อการมองลงไปเบื้องล่างแล้วก็มองเห็นมีคนมากมายวิ่งวุ่นชุลมุน เราอยู่ข้างบนมองลงไปดูเบื้องล่างลึกลงไปจนมองเห็นคนขนาดนิ้วมือ คนพวกนั้นวิ่งกันชุลมุนวุ่นวาย และดูเหมือนจะมีทั้งหญิงและชาย และถ้าจะดูให้ชัดก็รู้สึกว่าจะมีการต่อยตีชกกัน ฆ่าฟันอย่างชุลมุนไม่รู้ว่าใครเป็นใครพบหน้ากันเป็นตี พบหน้าเป็นฆ่า เกิดนึกสนุกขึ้นมาว่าเราก็ชอบดูเขาต่อยตีเขาชกกัน ถ้าไปร่วมวงคงสนุกแน่ กำลังดูเพลินนึกอย่างจะลงไป มองหาทางจะลงไปก็มองเห็นกระดานหก ถ้าไปยืนที่หัวกระดาน น้ำหนักตัวก็จะหกต่ำลงไป แต่ไม่มีโอกาสขึ้นมาได้อีก เพราะกระดานหกนั้นถ่วงลงต่ำได้แต่พวกข้างล่างไม่สามารถจะขึ้นมาได้ กำลังคิดขยับจะไปยืนหัวกระดานแต่ลังเลใจอยู่ แต่แล้วก็มองลงไปก็เห็นมีเปลวไฟส่องลุกไหม้เผาผลาญไล่หลัง พวกคนเหล่านั้นก็ต้องวิ่งหนีล้มระเนระนาด ที่ลุกขึ้นได้ก็วิ่งหนีไปอย่างหัวซุกหัวซุน แต่ไปได้ไม่ไกลก็เกิดมีภูเขาขวางกั้นไว้ก็ต้องชะงัก แล้วก็ถูกไฟลุกลามไล่หลังมาเผาผลาญย่างสดจนเป็นเถ้าถ่านเพราะไม่สามารถจะหลบไปทางใดได้ เหมือนกำแพงภูเขากั้นไว้ เมื่อไฟดับภูเขาก็หายไป พวกคนเหล่านั้นก็เกิดขึ้นมา และตรงเข้าทำร้ายร่างกายชกต่อยฆ่าฟันกันอย่างไม่มีเวลาจะหยุด และไฟก็เกิดลุกขึ้นทางหลัง พวกคนเหล่านั้นก็พากันตกใจหวาดกลัววิ่งหนีหัวซุกหัวซุน พวกที่หนีไม่ทันต่างก็วิ่งล้มลุกคลุกคลาน เมื่อหนีไปข้างหน้าก็เกิดมีภูเขาเป็นกำแพงขึ้นมากั้นไว้ จะหนีไปทางไหนทางนั้นก็เกิดภูเขาขึ้นมา เสียงร้องโอดครวญร่ำไห้ระงมทั่วไปอย่างน่าสมเพชเวทนาด้วยภาพเจ็บปวดแสนสาหัสก่อนไฟจะเผาไหม้เป็นจุณ ที่สุดคนที่นับจำนวนพันจำนวนหมื่นก็ถูกไฟคลอกตายหมด แล้วก็เกิดใหม่ ผมเห็นเช่นนั้นก็เกิดตื่นเต้นกลัวขึ้นมาทันที มันไม่ใช่เรื่องสนุกตามที่ผมคิดเสียแล้ว ถ้าเราคงไปได้คงไม่มีโอกาสดูเขาตีกัน คงจะต้องหนีไฟไม่พ้นผมกลัวตาย ผมหวาดกลัวอย่างขนพองสยองเกล้า ใจคอหายหมด ใจสั่นแทบสิ้นสติเมื่อเห็นไฟเผาผลาญร่างคนจนสูญสิ้นไปต่อหน้าต่อตา ผมไม่อยากเห็นแล้ว ผมหลับตาด้วยความหวาดกลัวแทบเสียสติแทบจะเป็นบ้า ผมคิดถึงบ้านคิดถึงพ่อแม่พี่น้องเพื่อนฝูงแล้วผมอยากกลับบ้าน ผมอยากกลับบ้านเร็วๆ ผมนึกถึงหลวงพ่อองค์นั้น ถ้าท่านมาด้วยผมก็อุ่นใจและท่านบอกให้ผมกลับบ้าน พอนึกเท่านั้นความรู้สึกของผมก็จมวูบหายไป เมื่อผมรู้สึกตัวอีกครั้งก็ได้ยินเสียงคนร้องไห้อยู่ข้างๆ และเสียงสะอึกสะอื้น ผมจึงรู้สึกตัวว่าผมป่วยจนสลบแล้วก็ฝันไป ทำให้พ่อแม่ญาติพี่น้องนึกว่าผมตาย กำลังจะนำผมบรรจุลงโลง แต่มันก็เป็นความฝันที่แปลกประหลาดอย่างน่าคิด เมื่อผมเข้ารับการศึกษาจนออกทำงานเป็นครู ก็ยังไม่เชื่อเรื่องสวรรค์นรก นับแต่ผมได้ไปพบเห็นไฟเผาผลาญคนที่ต่อยตีทำร้ายซึ่งกันและกันจนไหม้เป็นถ่านแล้ว ผมต้องยอมรับว่า บัดนี้เชื่อแล้วทั้งกลัวหวาดหวั่นพรั่นใจในความทุกข์ทรมานอย่างไม่มีสิ้นสุด และคิดว่าคนทำดีสร้างบุญกุศลมีพร้อมทั้งกตัญญูกตเวที จะต้องไปสู่อบายนรกนั้นไม่มีแน่ และคนสร้างกรรมชั่วทำลายชีวิตสัตว์และชีวิตมนุษย์นั้น จะไปขึ้นสวรรค์ก็คงเป็นไปไม่ได้เช่นกัน ฉะนั้นบัดนี้ผมจึงเชื่อแน่ว่าใครสร้างกรรมดีหรือกรรมชั่วย่อมเป็นมรดกของผู้นั้นเองที่ติดตามสนองลบล้างความรู้สึกเดิมที่เคยคิดว่าคนทำชั่วได้ดีคนทำดีได้ชั่วเสียสิ้น ความดูหมิ่นดูถูกนรกไม่มี สวรรค์ไม่มีนั้นได้สิ้นสุดลงแล้ว บัดนี้ผมเชื่ออย่างไม่มีข้อสงสัยใด เหลืออยู่อีกแล้ว

            ข้าพเจ้าผู้เรียบเรียงเรื่องจากข้อความบันทึกของครูฉายสุวรรณนิมิต ซึ่งท่านเจ้าคุณพระพิศาลธรรมรังสีวัดคูหาสวรรค์ จังหวัดพัทลุง ท่านได้กรุณาส่งมาให้ พระคุณท่านได้กรุณาช่วยเผยแพร่หนังสือในชุด “กฎแห่งกรรม” จนเป็นที่สนใจของประชาชนชาวจังหวัดภาคใต้เป็นจำนวนมาก ข้าพเจ้าขอนมัสการกราบมาด้วยความเคารพอันสูง ที่ให้ความกรุณาเมตตาข้าพเจ้าตลอดมา

            เมื่อได้พิจารณาเรื่องของครูฉาย สุวรรณนิมิต เมื่อตอนที่เห็นว่าพวกคนที่ตายไปแล้ว หรือจะพูดให้ถูกก็คือพวกสัตว์นรกกำลังตีชกต่อยกันอย่างชุลมุนก็คิดว่ามันน่าสนุกสนานดีอยากจะลงไปดูให้ใกล้ๆ แล้วคงอยากไปชกต่อยร่วมสนุกกับเขาด้วยความมันมือ แต่พอไปเห็นไฟนรกกำลังเผาผลาญไล่หลังเข้ามา พวกเหล่านั้นต่างคนต่างหนีกระจัดกระจายกันออกไปเพื่อเอาตัวรอด แต่จะหนีไปทางใดก็เกิดเป็นภูเขากั้นไว้จนหมดทางหนี แล้วก็ถูกไฟเผาผลาญ เสียงร้องครวญครางเมื่อถูกไฟครอกเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสอย่างแสนทุกข์ทรมาน ครูฉายเห็นเช่นนั้นก็เกิดความหวาดกลัวตื่นเต้นสยดสยอง ไม่อยากเห็นไม่อยากดู เพราะเหตุการณ์เหล่านั้นมันไม่ใช่ชกต่อยฆ่าฟันกันอย่างธรรมดา นี่มันเป็นกรรมตามสนอง ใช้กรรมไม่มีที่สิ้นสุดในอีกภพหนึ่งในที่ลี้ลับ ทำให้ข้าพเจ้านึกถึงท่านผู้หนึ่งที่ข้าพเจ้าคุ้นเคยและนึกถึงเยาวชนนักศึกษา นักเรียนวัยรุ่นของชาติในยุคปัจจุบันนี้ที่ชอบชกต่อยทำร้ายร่างกายกันด้วยคมอาวุธและปืนจนถึงชีวิต

            ท่านผู้นั้นเล่าว่า “เมื่อครั้งผมยังเป็นนักเรียนเกกมะเหรกเกเร ชอบหาเรื่องชกต่อยพวกนักเรียนด้วยกัน คนไหนผมไม่ชอบหน้าแล้วก็หาเรื่องชก เพียงแต่เหยียบตีนแล้วผลักไหล่เท่านั้น ก็ได้เรื่องออกกำลังชกปากกัน รู้สึกมันมือสนุกสนานดี ไปเจอไก่อ่อนเข้าก็ไล่ต้อนไม่ค่อยมันมือเลย แต่ไปโดนที่มันเอาเรื่องแข็งกว่าเราก็ล้มลุกคลุกคลาน หูตาบวกฟกช้ำดำเขียว ตาปิด แก้มปูด หน้าบวมหัวโนไปเหมือนกัน ใครถามว่าไปต่อยกับใคร เราก็บอกว่าซ้อมมวย เรื่องก็ไม่มีอะไรยืดยาว เรื่องฟ้องครูนั้นไม่มีใครทำ แต่เมื่ออาจารย์เห็นมันบ่อยนัก การซ้อมมวยผิดปกติก็พยายามสืบจนได้เรื่องว่าผมเป็นคนชอบหาเรื่องชกต่อยเป็นอันธพาลในโรงเรียน เห็นว่าขืนให้ผมอยู่ในโรงเรียนต่อไปคงจะทำให้เด็กดีๆ เสียหมดแต่ทางโรงเรียนก็ไม่กล้าเฉดหัวผมออก เพียงแต่จดหมายฟ้องมาทางผู้ปกครอง ผมออกมาก็ไม่แคร์ ผมหาโรงเรียนอื่นเรียนก็ได้ พ่อผมเวลานั้นก็มีอิทธิพล ทางโรงเรียนก็ไม่กล้าทำรุนแรงกับผม ผมจะพูดอะไรผู้ปกครองก็เชื่อผม แม้โรงเรียนจะแจ้งความประพฤติมาให้ทราบก็ดี เมื่อผมไม่พอใจก็ขอให้ผู้ปกครองหาที่เรียนให้ใหม่ เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นแล้วก็ผ่านไป บัดนี้ผมอยู่ในปัจฉิมวัย เกิดความสำนึกรู้ตัวว่าประพฤติผิดมาแล้ว คิดย้อนหลังแล้วมันเกิดหนาวสะท้อนเข้าหัวใจว่า ผมได้ทำผิดอย่างใหญ่หลวงเมื่อครั้งวัยรุ่นปล่อยตัวหาความสนุกสนานไปตามอารมณ์ คิดแต่ในทางชั่วห่างไกลจากความดี เมื่อได้อ่านเรื่องกรรมบัดนี้ผมเชื่อแน่ไม่มีข้อสงสัย เมื่อก่อนใครจะมาพูดเรื่องเวรกรรม หรือบุญบาปผมหัวเราะเยาะใส่หน้าว่าเป็นพวกงมงายโป้ปดมดเท็จ แต่เดี๋ยวนี้ผมขอสารภาพกรรมนั้นมีจริง เราทำสิ่งใดแล้วมันก็แฝงอยู่ในตัวเราคอยเวลาสนอง ไม่ว่าภพนี้หรือภพหน้าหนีไม่พ้น เหตุที่ผมเชื่อก็เพราะผมได้ประสบมากับตัวเองแล้วก็คือวันหนึ่งบุตรคนโตซึ่งอยู่ในโรงเรียนหนึ่งในพระนคร เห็นจะไม่ต้องเอ่ยชื่อ วันนั้นเป็นครั้งแรกทำให้ผมตกใจเมื่อเห็นลูกชายคนโตเดินเข้ามาในบ้าน หน้าตายับเยินด้วยท่าทางสะบักสะบอม หน้าตาบวมอย่างจะหมดแรง เมื่อซักถามก็ได้ความว่า มีนักเรียนเกเรโรงเรียนแห่งหนึ่งเกิดเป็นอริเพราะมีเรื่องกับนักเรียนโรงเรียนที่ลูกผมเรียน จนเกิดมีการชกต่อยกันขึ้นเป็นหมู่เป็นพวก ซึ่งต้องมีนักเรียนหัวโจกเป็นอันธพาลคอยยุยงส่งเสริมให้ทำชั่วก็เกิดเป็นขมิ้นกับปูน เห็นหน้ากันไม่ได้ ถ้ารู้ว่าเป็นนักเรียนคู่อริจะต้องวิ่งเข้าห้ำหั่นกันล้มลุกคลุกคลาน ลูกผมเล่าว่า ได้เห็นพวกนักเรียนอันธพาลกลุ่มหนึ่งจำได้ว่าเป็นพวกอริกับนักเรียนที่ลูกผมเรียน ลูกผมเห็นท่าไม่ดีเพราะมีเครื่องหมายโรงเรียน จึงรีบหลบเข้าไปในร้านขายของเพราะมีเครื่องหมายโรงเรียน จึงรีบหลบเข้าไปในร้านขายของเพราะหนีไปที่อื่นไม่ทัน แต่พวกนั้นเหลือบมาเห็นเข้าจึงช่วยกันเข้าไปฉุดกระชากลูกผมออกมาซ้อมที่หน้าร้านรุมกันทั้งต่อยทั้งเตะทั้งถีบลูกผมคนเดียวคอยแต่หลบล้มลุกคลุกคลาน เจ้าของร้านตกตะลึงกว่าจะไปตามเจ้าหน้าที่มาได้ลูกผมแทบลุกไม่ขึ้นแล้ว พวกนี้มันร้ายเหลือเกิน ลูกผมไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรเลย เป็นแต่เพียงร่วงโรงเรียนเท่านั้นก็โดนซ้อมเมื่อผมรู้เรื่องทำให้ผมโกรธมากจนใจสั่นปากสั่น เพราะรู้ว่าลูกผมไม่ได้ไปเกี่ยวข้องกับเรื่องชกต่อยกับมันเลย คิดแล้วผมเจ็บใจเหลือเกิน อ้ายพวกนี้มันร้ายยิ่งกว่ารุ่นพวกผมมากรุ่นผมไม่เคยเป็นหมาหมู่ แล้วผมก็นึกถึง “กรรม” ย่อมตามสนองผมก็สะดุ้งขึ้นมา เพราะนี่เป็นกรรมตามสนอง สิ่งใดที่ผมได้ทำไว้เมื่อครั้งวัยรุ่น บัดนี้ได้ตามสนองแล้วแต่ไม่ใช่ตัวผมแต่กรรมได้ติดตามมาสนองลูกของผม มันยิ่งเจ็บแสบปวดร้าวหัวใจ เมื่อรู้ว่าลูกบริสุทธิ์ไม่เคยเกี่ยวข้องชกต่อยกับใครเลยเป็นคนเรียบร้อยก็ยิ่งกว่าตัวผมถูกเองเสียอีก เพราะถ้าระงับใจไม่ได้ก็จะก่อเวรก่อกรรมกันต่อไปไม่สิ้นสุด ต่อมาไม่นานผมก็ตกใจแทบสิ้นสติอีก ลูกคนเล็กของผมถูกพวกเพื่อนๆ พยุงตัวลงจากรถเลือดโซกเสื้อทั้งหน้าหลังปรากฏว่าได้ถูกเพื่อนนักเรียนอันธพาลดักแทงได้ทราบว่าบางคนได้เข้าไปรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลเพราะอาการหนัก แต่ลูกผมเพื่อนๆ เห็นว่าไม่หนักหนาอะไรก็พาหลบมาบ้าน ปรากฏว่าตอนท่อนแขนถูกคมมีดและตอนหลังถูกปลายมีดเฉียด ผมนึกเสียใจจนพูดอะไรไม่ออก ถ้าผมไม่มีอายุมาก ไม่เอาธรรมะเข้าระงับแล้ว นึกว่ากรรมของผมสร้างขึ้นสมัยหนุ่มต้องมาให้ลูกรับเคราะห์ จึงได้ระงับไว้ได้ แม้เมื่อผมอยู่ในวัยรุ่นประพฤติตัวเป็นอันธพาลก็จริง แต่ยังไม่เคยทำให้ใครเลือดตกยางออก ไม่เคยใช้มีดหรือเหล็กขูดช้าปอย่างอันธพาลสมัยนี้เลย แต่กรรมก็ได้สนองอย่างทวีอย่างหนักเกินกว่าจะนึก เพื่อนๆ รุ่นเดียวกันรู้ประวัติความประพฤติของผมเมื่อสมัยวัยหนุ่ม เมื่อได้สนทนากันแล้วก็อดเย้าว่า “เฮ้ย กรรมของลื้อเว้ย เมื่อวัยรุ่นสร้างไว้มาก บัดนี้มันติดตามมาสนองในรุ่นลูกลื้อ”  ผมได้ยินก็โกรธไม่ลงเพราะรู้ตัวดีว่ามันเป็นความจริง ได้แต่พยักหน้ารับความจริงอย่างเศร้าใจ เพราะไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดีกว่านั้น นี่แหละครับ ผมจึงได้เชื่อเมื่อมีอายุแล้ว ถ้าผมเชื่อเมื่อวัยรุ่น เรื่องกรรมตามสนองผมก็คงไม่มี”

            เมื่อนึกถึงไฟนรกเผาพวกชกต่อยอันธพาลในนรกของครูฉายที่ได้พบเห็นมาแล้ว ทำให้ข้าพเจ้านึกถึงเด็กวัยรุ่นในยุคปัจจุบันนี้มีจำนวนไม่น้อยที่ยังห่างไกลจากศีลธรรมของพุทธศาสนา จึงมีจิตใจเหี้ยมโหดดุร้ายผิดธรรมดาผู้มีจิตใจปกติเพียงมีเรื่องเล็กน้อยก็ทำลายชีวิต ขาดความเมตตากรุณา มิได้นึกถึงอกเขาอกเราว่า พ่อแม่พี่น้องผู้ถูกทำลายชีวิตจะเศร้าโศกเสียใจเพียงไร กรรมอันชั่วช้านี้ก็จะติดตามสนองผู้สร้างกรรมแน่นอน หนีไม่พ้น เพียงอยู่แต่เวลาเท่านั้น เช่นครูฉายได้เห็นวิญญาณพวกอันธพาลได้เข้าทำร้ายซึ่งกันและกัน ฆ่าฟันชกต่อยไม่มีเวลาหยุด แล้วไฟนรกก็ลุกไล่ล้อมเผาผลาญอย่างทรมานแสนสาหัส วนเวียนตลอดเวลาไม่สิ้นสุด ต้องใช้หนี้กรรมตลอดไปไม่มีวันจะหยุดตลอดชั่วกัปชั่วกัลป์ เป็นเรื่องที่น่าคิดเรื่องหนึ่ง







Copyright © 2010 All Rights Reserved.