ReadyPlanet.com
dot dot
dot
คำสอนกรรมฐานจากพระพุทธโอษฐ์
dot
bulletมนุษย์ถือเอาที่พึ่งผิดๆ เป็นสรณะ
bulletอริยมรรคมีองค์แปด
bulletพระมหาสติปัฏฐานสูตร
bulletกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน
bulletเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน
bulletจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน
bulletธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน
bulletปัจฉิมพุทโธวาทปาฐะ
bulletพรหมจรรย์แห่งพระพุทธศาสนา
bulletทางออกจากวัฏฏะสงสาร
bulletปฎิบัติอย่างไรจึงทำที่สุดทุกข์ได้
bullet"สุญญตา"-ธาตุ-ผัสสะ-วิหาร
dot
แผนที่ เข็มทิศ ชัยภูมิ การปฏิบัติธรรม
dot
bulletบูชาพระรัตนตรัย
bulletพระตถาคตเจ้า เกิดขึ้นแล้วในโลก
bulletสัมมาทิฏฐิ
bulletสติปัฏฐาน ๔
bulletวิธีการปฏิบัติธรรม
bulletวิธีการกำหนดรู้
bulletอริยสัจ 4
bulletพระไตรลักษณ์
bulletปฏิจจสมุปบาท
bulletเพชรในหัวคางคก
bulletพระสารีริกธาตุ-ปัจเจกพุทธเจ้า
bulletพระอรหันตธาตุสมัยพุทธกาล
bulletพระอรหันตธาตุสมัยปัจจุบัน
dot
ว่าด้วยแนวทางการปฏิบัติธรรม
dot
bulletสมาทานศีล ๘
bulletคำขอกรรมฐาน
bulletคำลากรรมฐาน
bulletคำขอขมา
bulletปฏิเวธธรรม จากประสบการณ์
bulletบันทึกธรรม จากประสบการณ์
bulletวิธีทำสมถะวิปัสสนา
bulletดวงจิตผู้รู้อยู่ (หลวงปู่สิม)
bulletทวนกระแสจิตมาสู่ดวงจิตผู้รู้
bulletวิธีปฏิบัติธรรมหลวงปู่ดูลย์
bulletการอ่านหรือฟังธรรมให้เป็นธรรม
bulletเครื่องตามรักษา 5 ประการ
bulletการประสารความขัดแย้งภายใน
dot
ข้อคิด-คติธรรม หลวงปู่มั่น
dot
bulletวัตรปฏิบัติ
bulletอุบายปัญญา
bulletโอวาทธรรม
bulletอธิบายธรรม จิตเดิม
bulletอธิบายธรรม อกิริยา
bulletอธิบายธรรม สัตตาวาส ๙
dot
ข้อคิด คติธรรม หลวงปู่ดูลย์
dot
bulletธรรมโอวาท
bulletปรารภธรรมะเรื่องอริยสัจสี่
bulletรู้ให้พร้อม
bulletแนวปฏิบัติที่ถูกต้องและง่าย
bulletเต่า กับ ปลา
bulletผลคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน
bulletนักปฏิบัติลังเลใจ
bulletตื่นอาจารย์
bulletสิ้นชาติขาดภพ
dot
เรื่องเล่ากฏแห่งกรรม
dot
bulletบาปทางใจ
bulletไม่ต้องการสวรรค์
bulletหัวอกพ่อแม่
bulletวัยบาป
bulletวิญญาณคะนอง
bulletปากมนุษย์
bulletโทษของความโลภ
bulletนี่แหละผลกรรม
bulletเมตตา-กรุณา
bulletความฝันลุงยุ้ย
bulletเปรตหลวงพ่อขำ
bulletอานิสงส์ของการสวดพุทธคุณ
bulletสมาธิรักษาโรค
bulletวิญญาณรายงานตัว
bulletหญิงสองร่างนางสองชาติ
bulletใช้หนี้กรรม
bulletตายจากคนไปเกิดเป็นวัว
bulletบวช-ช่วยเตี่ยขึ้นจากนรก
bulletใช้หนี้กรรมสุนัข แมว
bulletตาเคลิ้ม
bulletอานิสงส์ สร้างพระพุทธรูป
bulletอดีตชาติ
bulletเรื่องจริงของการเวียนว่ายตายเกิด
dot
วัดรัตนคูหา ถ้ำผากล้วย แม่เมาะ
dot
bulletแผนที่ไปวัดรัตนคูหา(ถ้ำผากล้วย)
bulletพาแอ่วชุมชน ชมวิถีคนแม่เมาะ
dot
มุมกิจกรรม-ชมรมคนใจสบาย
dot
bulletทานบารมี
bulletภาพกิจกรรมชมรมคนใจสบาย
bulletข่าวชมรมคนใจสบาย
bulletถวายกุฎิคุณากโร ณ วัดรัตนคูหา
bulletไหว้พระดี แดนอีสาน
bulletร่วมสร้างอุโบสถวัดรัตนคูหา
bulletถวายกุฏิกรกช ณ วัดรัตนคูหา
bulletซื้อและติดต้ังปั๊มน้ำบาดาลให้วัด
bulletช่วยกันสร้างแรงบันดาลใจ
bulletสนทนาธรรมกับหลวงพ่อหล
bulletถวายผ้าป่าวัดเขาน้อยปัจเจกธรรม
bulletถวายสังฆทานวัดป่าบ้านโคกเต่า
bulletFacebook รวมภาพกิจกรรม
bulletวิธีป้องกันภัยจากรถสาธารณะ
bulletรักษาตาฟรี ถวายในหลวง
bulletโครงการผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาว
bulletขาเทียมฟรี สำหรับผู้พิการขาขาด
dot
นิทานธรรมะ
dot
bulletแพะระลึกชาติ
bulletคลั่งนิพพาน
bulletฝังลูกนิมิต
bulletอยากได้สวรรค์
dot
ธรรมบท แห่งความดี
dot
bullet ตนเป็นที่พึ่งของตน
bulletโสดาปัตติผล
bulletยมกปาฏิหาริย์
bulletสัตว์โลกมืดบอด
bulletประโยชน์ของตน
bulletผู้เกิดมาเพื่อฆ่าตนเอง
bulletไม่ได้ทรัพย์เมื่อหนุ่ม
dot
Newsletter

dot




วิญญาณคะนอง

วิญญาณคะนอง

 

            เรื่องวิญญาณ คิดว่าในยุคปัจจุบันนี้กำลังมีผู้สนใจกันไม่น้อย หรือจะเรียกว่าเป็นยุค “วิญญาณ” ก็ได้ ไม่ใช่แต่ในประเทศไทยแม้แต่ต่างประเทศก็เพิ่มจำนวนผู้สนใจมากขึ้นแต่ก็ยังมีมาก ท่านที่มองไปในแง่ของความงมงายเป็นธรรมดาของโลกมนุษย์ที่มีจิตใจแตกต่างกันต่างความเห็นแต่ละบุคคลเพราะโลกมนุษย์ตามธรรมชาติสร้างมา ย่อมจะมีจิตใจสูงต่ำกลางไม่อยู่ในระดับเดียวกัน ฉะนั้นจึงต้องมีหลักธรรมของศาสนาขัดเกลาชี้เกลาชี้ให้เห็นสัจธรรม ยกจิตให้สูงขึ้นเสมอกันเพราะมนุษย์เกิดมามีทั้งคนใจบุญและคนใจบาปมีทั้งคนชั่วคนดี ไม่ว่าเรื่องชั่วหรือเรื่องดีย่อมมีทั้งคนชอบและไม่ชอบทั้งสองอย่างมากน้อยเป็นธรรมดา ฉะนั้นเรื่องที่อิฉันได้บันทึกส่งมานี้ เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเพื่อนชาววัดผู้หนึ่งคิดว่าหากท่านได้ใช้สติปัญญาพิจารณาดูแล้ว ก็จะมองเห็นสิ่งที่ลี้ลับซึ่งเป็นเรื่องพิสูจน์หาเหตุผลไม่ได้ หากแต่จะใช้สติปัญญาหาพยานหลักฐานหาเหตุผลเอาเองด้วยสติปัญญาควรเชื่อหรือไม่ เพราะเรื่องที่บันทึกมานี้ ผู้ประสบเหตุการณ์เป็นผู้อยู่ในศีลในธรรม มีศีลที่ปฏิบัติประจำ พอจะเชื่อถือได้ฉะนั้นการที่ได้บันทึกมานี้คงจะช่วยให้เกิดประโยชน์ได้บ้างไม่มากก็น้อย ดังข้อความที่จะบรรยายต่อไปนี้

            อิฉันมีเพื่อนวัดที่ถูกอกถูกใจ มีนิสัยใจคอคล้ายกันมากผู้หนึ่ง เราได้พบและเคยฟังธรรมรักษาศีลที่วัดมาด้วยกันนานปีพอจะรู้ภายในจิตใจกันได้ดีจึงคบหาสนิทสนมกันมากแต่แล้ววันพระหนึ่งผ่านไปก็ไม่เห็นเพื่อนผู้นี้มาฟังธรรมเช่นเคยให้นึกสงสัยตลอดเวลาไม่เคยขาดฟังธรรมรักษาศีลในวันพระเลย จึงเกิดเป็นห่วง เพราะการชอบพอนิสัยใจคอเป็นทุนเดิมอยู่แล้วเป็นห่วงกลัวว่าจะเจ็บไข้ได้ป่วย จึงได้พยายามสืบถามผู้คุ้นเคยกับเพื่อนวัดผู้นี้ แต่แล้วก็ได้ข่ารายละเอียดว่า

            เมื่อครั้งหลังได้มาฟังธรรมรักษาศีล เมื่อกลับบ้านก็ประสบอุบัติเหตุจากรถประจำทางซึ่งหยุดที่ป้าย แกกำลังจะลงจากรถเข้าบ้าน แต่พอจะยกเท้าก้าวลงมา ยังไม่ทันจะเหยียบถึงพื้นข้างถนนดี รถประจำทางก็ออกทำให้รถลากร่างออกไป ๒ ก้าวก็ล้มลง เคราะห์ยังดีที่ผู้โดยสารร้องตะโกนเสียงหลงว่าคนล้มข้างรถ คนขับจึงตกใจห้ามล้อมิฉะนั้นล้อหลังผ่านมาถึงคงจะสาหัสกว่านี้มาก แต่อย่างนั้นก็ปรากฏว่ากระดูกสะโพกร้าว และทราบว่าเวลานี้กำลังเข้าโรงพยาบาล...และมีหลานสาวเป็นพยาบาลได้อยู่ประจำโรงพยาบาลนี้ จึงค่อยอุ่นใจและได้รับความสะดวกพอสมควรนี่ก็เห็นจะเป็นกรรมเก่าในอดีตตามสนอง

            เมื่อดิฉันได้ทราบข่าวก็รีบไปเยี่ยมที่โรงพยาบาลทันที เมื่อไปถึงได้ทราบว่าอยู่ตึกศัลยกรรมหญิง

            เมื่ออิฉันเข้าไปเยี่ยมในตึกที่แกนอนป่วย รู้สึกมีคนป่วยอยู่มากมาย ในห้องนั้นมีเตียงคนป่วยประมาณ ๕๐ เตียงเห็นคนป่วยในห้องนั้นมีอากาเกี่ยวกับกระดูก บางคนก็แขนหักขาหัก บางคนก็แขวนขาชักรอกโยงขึ้นไปถ่วงดึงน้ำหนักบางคนก็หลังหักต้องเข้าเฝือกพอกปูนเป็นส่วนมาก และต่างก็มีหน้าซีดเซียวด้วยการต้องทนทุกข์ทรมานอย่างสาหัสเนื่องจากป่วยข้า เห็นแล้วก็อดสังเวชในใจไม่ได้ นึกในใจว่านี่เป็นสถานที่รวบรวมคนมีทุกข์ส่วนย่อยๆ เจ็บป่วยในทางกระดูกซึ่งมีอาการไข้ต่างๆ กัน มีทั้งหนักและเบา ยังมีโรคภัยไข้เจ็บโรคอื่นๆ ของมนุษย์ที่ร้ายแรงกว่านี้ก็ยังมีอีกมากทั้งไม่นึกว่าผู้หญิงที่เจ็บป่วยทางกระดูกมีมากถึงเพียงนี้ เห็นแต่ความทุกข์ของมนุษย์มีมากมายไม่ยกเว้นหญิงหรือชายพิจารณาดูความสุขความสบายมองไม่เห็นเลย สมกับพระท่านสอนให้พิจารณาถึงทุกข์ เหตุเกิดของทุกข์ แต่อิฉันไม่มีเวลาจะคิดปลงสังขารอะไรมากนักเพราะกำลังใจจดจ่อที่จะมาเยี่ยมเยือนเพื่อน จึงส่ายตาหาว่าเพื่อนจะอยู่เตียงไหนเพราะเข้าไปอยู่ในห้องคนป่วยแล้วแลดูลานตาไปหมด ซ้ำยังเครื่องนุ่งห่มก็คล้ายกัน ก็ได้แต่พิจารณาถึงรูปร่างหน้าตาเท่านั้น ได้ทราบว่าแม้จะมีเงินเสียเพื่อจะอยู่ห้องพิเศษก็ไม่มีหวัง เพราะห้องพิเศษมีจำกัดและหาว่างยากต้องจองคิวคอยกันนาน ถ้าไข้หนักก็ไม่ทันได้อยู่ห้องพิเศษจึงต้องอยู่ในห้องรวมคนไข้เป็นหมู่เป็นพวก เมื่อพบเพื่อนนอนอยู่บนเตียงเกือบสุดมุมห้อง สังเกตดูหน้าตาก็ไม่เหมือนคนป่วยเพราะยังแจ่มใสไม่ซีดเซียวเหมือนคนไข้ทั่วไป เมื่อเราได้พบหน้ากันต่างก็ดีใจ

            อิฉันก็เริ่มถามอาการป่วย เพื่อนก็เล่าให้ฟังเริ่มที่ตกรถและเล่าต่อเมื่อมาอยู่โรงพยาบาลว่า เมื่อหมอตรวจดูและฉายเอกซเรย์ดูก็เห็นกระดูสะโพกร้าวจะต้องเข้าทำการผ่าตัด เพื่อนก็ตกใจยินยอม เวลานี้เพียงแต่รอเวลาเข้าห้องผ่าตัดเท่านั้น เมื่อเราได้สนทนากันพอสมควรแก่เวลาที่ทางโรงพยาบาลจำกัดอนุญาตให้เยี่ยมแล้วอิฉันก็ได้ลากลับ

            วันต่อมาอิฉันก็ไปเยี่ยมอีกครั้งหนึ่ง คราวนี้อิฉันทราบจากทางโรงพยาบาลว่าแกกลับบ้านแล้วและกลับอย่างกะทันหันก็นึกแปลกใจ ตกลงอิฉันต้องตามไปเยี่ยมที่บ้านเมื่อพบเพื่อนอยู่ที่บ้านจึงถามว่า “ทำไมจึงรีบกลับบ้านล่ะผ่าตัดเรียบร้อยแล้วหรือ” ก็ได้ยินเสียงตอบอย่างไม่สบายใจนักว่า “ยังและจะไม่มีการผ่าตัด” อิฉันถามว่า “อ้าวแล้วทำไมไม่ผ่าตัดให้หายเรียบร้อยเสียก่อนล่ะ” เพื่อนได้เล่าเรื่องเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในโรงพยาบาลให้ฟังว่า วันหนึ่งหลังจากอิฉันไปเยี่ยมกลับแล้วในคืนวันเดียวกัน เขาหามหญิงจีนสูงอายุคนหนึ่งเข้ามาในห้องคนป่วยทราบภายหลังว่า แกหกล้มสะบ้าหัวเข่าหลุด แกเจ็บปวดร้องครวญคราง พอยกร่างแกขึ้นบนเตียงที่เขาเตรียมไว้แล้วเขาก็เอาผ้ามัดตีนแกติดไว้กับเตียงเพื่อป้องกันแกพลิกขา หญิงจีนผู้นั้นก็นอนกระสับกระส่าย หลับๆ ตื่นๆ เห็นจะเป็นเพราะปวดหัวเข่าก็ได้ แต่แล้วไม่นานนัก แกร้องโวยวายจนสุดเสียงถึงความหวาดกลัวเหมือนกับเห็นภาพที่ตื่นเต้นตกใจ ปากแกก็ตะโกนออกมาว่า “ผีๆ ๆ ไปๆ ๆ” ทำให้คนไข้ที่กำลังหลับก็สะดุ้งตกใจตื่นโงหัวขึ้นมาดูว่ายายซิ้มคนนี้แกเป็นบ้าหรือเพ้อเพราะพิษไข้พยาบาลกลัวว่าจะทำให้คนไข้ในห้องต้องตื่นในเสียงรบกวนของยายซิ้ม ควรให้แกสงบสติอารมณ์ พยาบาลก็จัดการฉีดยาระงับประสาทให้แกนอนหลับ แล้วไม่ช้ายาก็ออกฤทธิ์ทำให้ยายซิ้มนอนสงบไม่โวยวายและหลับไป คนไข้พากันหลับต่อไป แต่ก็มีคนไข้บางคนที่เจ็บปวดนอนไม่หลับ พยาบาลก็ได้ฉีดยาให้จนนอนนิ่งเงียบในห้องมีแต่ความเงียบสงบ แต่แล้วไม่นานก็ได้ยินดังโครมครามมองไปดูเห็นแต่ขายายซิ้มที่ผูกมัดอยู่ที่เตียงชูขึ้นแต่ตัวยายซิ้มตกลงไปอยู่ข้างเตียงได้ยินแต่เสียงยายซิ้มร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด ความโกรธทำให้ความกลัวลดน้อยลง จึงร้องทั้งแช่งด่าออกจากปากว่า “อ้ายผีมึงมาทำกูทำไม กูทำอะไรให้มึงเจ็บใจ มึงมาเที่ยวรังแกคน ขออย่าให้มึงไปผุดไปเกิดเลย ขอให้มึงตกนรก” เจ้าหน้าที่และพยาบาลเห็นยายซิ้มพูดเพ้อเจ้อก็ช่วยกันอุ้มยาย

ซิ้มขึ้นมานอนบนเตียงอย่างเดิม เพิ่งยาฉีดระงับความเจ็บปวดและพูดเพ้อเจ้อ ส่วนคนไข้อื่นๆ ก็พลอยตื่นและร้องระงมไปหลายเตียงเพราะเกิดการปวดขึ้นมา พยาบาลก็ได้จัดการฉีดยาให้พวกที่แสดงว่าเจ็บปวดเพื่อนให้นอนหลับต่อไป

            พอพยาบาลฉีดยาให้คนไข้ที่ร้องระงมทั่วแล้ว ก็ปิดไฟในห้องแล้วก็เดินออกไป ไม่ช้าในห้องก็ปกติสงบเงียบอีกครั้งหนึ่ง ส่วนเพื่อนอิฉันนั้นไม่ได้ฉีดยาและยังสติ และมีความรู้สึกดีอยู่ คืนนั้นแสงเดือนแจ่มกระจ่างลอดเข้ามาในห้องทางหน้าต่างและทางช่องลมพอจะมองเห็นตามเตียงคนไข้ได้อย่างชัดเจน

            กำลังนึกคิดถึงเรื่องการผ่าตัดซึ่งเกิดไม่แน่ใจว่าจะผ่าตัดเสียแล้ว ใจหนึ่งอยากจะรักษาทางพระ กำลังคิดก็พอดีได้ยินเสียงคนพูดกันพึมพำภายนอกแล้วก็เข้ามาในห้องเพื่อนได้ผงกหัวชูคอขึ้นดูนับแต่เพียงอยู่ใกล้ประตูทางเข้าซึ่งเรียงรายมาจนถึงที่ใกล้เตียงที่แกนอนเห็นคนไข้นอนหลับอยู่บนเตียงอย่างสนิท เห็นจะเป็นเพราะฤทธิ์ยาฉีดทำให้คนไข้หลับเหมือนตาย

            เห็นคนหมู่หนึ่งประมาณ ๕ คน กำลังเดินเข้ามา ทุกคนใส่เสื้อขาวกางเกงขาว ทำให้คิดว่าจะเป็นหมอมาเที่ยวตรวจดูคนไข้ แต่ทำไมจึงไม่เปิดไฟให้สว่าง แต่ก็ไม่ได้คิดสงสัยว่าจะเป็นผู้อื่น เพราะข้างนอกห้องมีพนักงานและพยาบาลอยู่เวรกันหลายคน คงจะไม่ปล่อยคนนอกเข้ามารบกวนคนไข้ยามค่ำคืนเช่นนี้เป็นแน่ แต่เมื่อเห็นพวกเหล่านั้นเดินไปเตียงโน้นเตียงนี้ซึ่งมีคนไข้กำลังนอนหลับสนิท ในห้องนั้นเห็นจะมีเพื่อนอิฉันคนเดียวที่ยังไม่หลับซึ่งผงกหัวขึ้น ตาคอยจ้องดูแล้วก็ชักเกิดสงสัยขึ้นมาว่า พวกใส่เสื้อขาวกางเกงขาวพวกนี้เป็นใคร เข้ามาในห้องนี้ได้อย่างไร ปฏิกิริยาท่าทางพิจารณาดูแล้วคิดว่าไม่ใช่พวกหมอเพราะพวกนี้จับแขนจับขาพวกคนไข้ทั้งที่กำลังหลับสนิทขึ้นมาแล้วก็เหวี่ยงลงไปอย่างไม่ปราณี แล้วก็มองไปเตียงโน้นเตียงนี้ ทำท่าทางกิริยาเช่นเดียวกันซึ่งหมอเขาจะไม่ปฏิบัติต่อคนไข้เช่นนั้นเป็นอันขาด ทำให้เพื่อนอิฉันนึกกลัวว่า พวกนี้คงจะเป็นพวกปล้นหรือพวกขโมยคอยขโมยเงินคนไข้ที่กำลังหลบสนิทจะทำอย่างไรก็ไม่ตื่น ยิ่งนึกก็ยิ่งกลัวมากขึ้น คิดว่าในห้องคนไข้มีแต่เพื่อนอิฉันคนเดียวที่ได้เห็นเหตุการณ์แปลกๆ และคิดว่าจะสวดมนต์ก่อนจะนอน แต่ยังไม่ทันเริ่มก็เห็นเหตุประหลาดเกิดขึ้น ทำให้จิตใจหวากกลัวทำลายสติ ในใจมีแต่ความวุ่นวายคิดว่า “พวกนี้เป็นพวกขโมย มันกำลังค้นหาทรัพย์สินของคนไข้ที่กำลังหลับ มันกำลังจะมาถึงเราแล้วจะค้นหาทรัพย์สิน ถ้ามันเห็นเรายังตื่นอยู่ในหลับ ได้เห็นหน้ามันแล้ว ก็คงจะจำได้ มันคงฆ่าเรา ไม่ยอมให้เรามีชีวิตอยู่เพื่อนเป็นพยานหลักฐานยืนยัน” ใจเพื่อนอิฉันปั่นป่วนคิดอะไรไม่ถูกไม่ได้สติ เพราะความหวาดกลัว คิดว่าเราจะทำเป็นหลับเหมือนคนไข้อื่นๆ ปล่อยให้มันค้นทรัพย์สินไปตามชอบใจ แต่หัวใจเต้นแรงแทบจะออกมาภายนอก แม้จะทำเป็นหลับแต่ใจหนึ่งอยากจะลืมตาคอยจ้องดู จึงทำให้กระสับกระส่ายลืมๆ หลับๆ จิตไม่ปกติ กลัวก็กลัว อยากเห็นก็อยากเห็น จะได้รู้ว่ามันเป็นใคร มันทำอะไร แม้ในห้องจะปิดไฟหมดแต่แสงจันทร์ที่ส่องเข้ามาทางหน้าต่างก็สามารถจะเห็นได้ชัดเจน คืนนั้นจำได้ว่าเป็นคืนวันเพ็ญ ๑๕ ค่ำ ประมาณเวลาราว ๔ ทุ่มกว่า คงไม่ช้าหรือเร็วกว่ามากนักความทุรนทุรายในจิตใจมากนัก หลับตานิ่งไม่ได้นานก็ต้องลืมตาขึ้นดูเห็นมันเข้ามาใกล้ทุกที นึกในใจว่าแย่แล้วถึงคราวอับจน ลืมตาอีกทีเห็นมันกำลังจะเข้ามาใกล้เตียง ได้พิจารณาดูว่า พวกนี้มันเป็นใครกันแน่ ทำจิตให้ปกติให้มีสติแล้วก็จ้องดูเมื่อเพ่งมองดูแสงจันทร์วันเพ็ญสามารถจะเห็นหน้าได้ชัดเจนและเพื่อให้แน่ใจว่าพวกเหล่านี้เป็นใครที่ไหนก็เห็นได้ชัด นั่นไม่ใช่หมอไม่ใช่ขโมย พวกนี้เคยเป็นคนไข้ชายเพราะใส่เสื้อด้ายดิบของโรงพยาบาล ทุกคนรูปร่างผอมโซเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก แต่ทำอะไรว่องไวไม่สมกับสังขารที่ผอมแห้งเหมือนผีตายซากเลย ยิ่งพิจารณายิ่งเห็นชัด ยิ่งมองดูดวงตาร่างหน้านั้นเหมือนยิ่งลึกลงไปในเบ้าอย่างน่ากลัวสีหน้าไม่มีเลือดเหมือนกระดาษฟาง เห็นแล้วเหมือนซากศพตายแห้งเดินได้ ยิ่งดูก็เห็นปากหุบลงไปสองข้าง แก้มตอบลงยิ้มเห็นแต่ฟัน เห็นชัดแล้วก็สะดุ้งตกใจกลัวและตื่นเต้น ใจนึกรู้ว่าพวกนี้ไม่ใช่คน เป็นผีแน่ ทันใดที่รู้ว่าเป็นผีใจก็หายวูบหนึ่งขนลุกหนาวสั่นแล่นเข้าไปถึงขั้วหัวใจ ต้องทำจิตใจให้สงบ

            เจ้าปีศาจตนหนึ่งตรงเข้ามาที่เตียงเพื่อนอิฉันซึ่งกำลังตัวสั่น จิตยังไม่สงบ นึกถึงบทสวดมนต์ไม่ออกลืมหมดด้วยความตกใจกลัวจำไม่ได้ ขึ้นต้นอย่างไรขึ้นไม่ถูก

            ทันใดนั้นผีตนนั้นเดินเข้ามาถึงเตียง เอามือทั้งสองเท้าที่ขอบเตียงยื่นหน้าถามว่า “กลัวมากหรือ” เพื่อนอิฉันไม่สามารถจะพูดจาโต้ตอบได้เพราะความตื่นเต้นตกใจมากจนเสียงพูดไม่ออกจากปากเหมือนติดอ่าง เพราะกำลังทำจิตแต่ยังไม่สงบ ทันใดนั้นเตียงที่เพื่อนนอนก็เอียงไปเอียงมาแทบจะเทตัวหลุดตกลงจากเตียง เกิดความรู้สึกได้ทันทีว่าพวกนี้เป็นวิญญาณมาแสดงอำนาจกิริยาท่าทางให้หวาดกลัวทุกสิ่งในโลกมนุษย์ สิ่งใดที่สุดถึงที่สุดเข้าแล้วก็จะเข้าสู่ปกติ เมื่อเพื่อนทำสมาธิใช้อำนาจจิตบังคับความกลัวก็ลดลง เพราะเคยศึกษาธรรมมาก่อน ทำให้เพื่ออิฉันกลับได้สติขึ้นมาเพราะความกลัวก็ค่อยลดเบาบางลงเกิดความกล้าขึ้นมาแทนจึงนึกในใจว่า ผีตนนั้นเป็นอะไรตายนะ อยากรู้ความจริงทันใดนั้น เหมือนวิญญาณตนนั้นจะรู้ความนึกคิดภายในใจไดจึงหันมาพูดว่า “อยากรู้ว่าตายเพราะอะไรหรือ จะบอกให้ก็ได้ว่าเราตายเพราะถูกรถยนต์ชน” เพื่ออิฉันได้ยินเช่นนั้นก็หยุดนึกหยุดคิดทันที นึกว่าเพียงคิดในใจเท่านั้นวิญญาณนั้นก็รู้แล้ววิญญาณนั้นยังหันมาพูดต่อไปว่า “ยายซิ้มคนนั้น” พลางชี้มือไปที่เตียงยายซิ้มนอนแล้วพูดต่อไปว่า “มันออกชื่อกูมันด่ามันแช่งพวกกู ปากมันจัด พวกกูเลยจับมันโยนลงมาจากเตียงเล่น อีก ๓ วันจะพามันไปเที่ยวกับพวกกู”

            เพื่อนอิฉันคิดในใจว่า ควรจะทำจิตให้เป็นสมาธิแล้วแผ่เมตตาธรรมทางใจไปให้ เวลานั้นสติและความรู้สึกค่อยกลับคืนมาแล้ว จึงตั้งสมาธิแผ่เมตตาธรรมออกไปว่า “เราเป็นชาวพุทธศาสนา ไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อผู้ใด ไม่ว่าจะเป็นสัตว์หรือมนุษย์แลอมนุษย์ทั้งหลาย หากเราได้ออกจากโรงพยาบาลนี้แล้ว เราจะประกอบการกุศลถวายสังฆทานต่อพระสงฆ์ผู้เจริญด้วยศีลปฏิบัติดีชอบและจะอุทิศส่วนกุศลไปให้ จงอย่าทำสิ่งใดรบกวนความสงบแก่ส่วนรวมขอให้เกิดความสงบสุขในสถานที่นี้ด้วย”

            ทันใดนั้นเสียงวิญญาณนั้นอ่อนลง กิริยาวาจาเรียบร้อยกว่าแรกแล้วพูดว่า “ดีแล้วเราจะรอรับส่วนกุศลที่จะแผ่บริจาคให้เรา และพวกเราจะออกจากสถานที่นี้ตามความประสงค์” เพื่อนอิฉันมีความรู้สึกว่าวิญญาณที่ได้พูดกับแกนั้นคงจะเป็นหัวหน้าเพราะได้ยินเสียงสั่งพวกวิญญาณที่แยกย้ายกำลังเลนกับพวกคนไข้ที่หลับสนิทที่เตียงข้างเคียงกันให้กลับ แต่ก็ยังได้ยินเสียงบ่นรำพึงของหัวหน้าว่า “มนุษย์ส่วนมากมักชอบพูดแต่คำหวานๆ แต่ไม่ค่อยจะปฏิบัติตามคำพูดเราจะคอยรับส่วนบุญกุศลที่จะอุทิศให้”

            พูดเท่านั้นพวกวิญญาณผีทั้งหลายก็พากันเดินลอยตัวหายออกไปทางประตูเข้า

            พอตอนเช้าวันรุ่งขึ้น หมอเข้ามาตรวจคนไข้ เพื่อนอิฉันก็บอกหมอว่า “อิฉันตกลงจะไม่ผ่าแล้ว จะขออนุญาตกลับบ้าน” หมอกับพยาบาลแปลกใจและถามอิฉันว่า “อ้าว ทำไมจะกลับล่ะ มีอะไรเกิดขึ้นหรือ” เพื่อนอิฉันไม่กล้าบอกไม่กล้าพูดอะไรมาก เพียงแต่พูดว่า “อิฉันสบายขึ้นแล้วจึงอยากกลับบ้าน”ตกลงเมื่อคนไข้ไม่สมัครใจจะให้ทำการผ่าตัดหมอก็ไม่สามารถจะกักตัวไว้อีก จึงอนุญาตให้กลับบ้านได้หลานสาวคนที่เป็นพยาบาลโกรธมากที่ไม่ยอมอยู่โรงพยาบาลทำการผ่าตัดให้เสร็จเรียบร้อย ไปหาไม้มาให้พยุงร่างพากลับบ้านด้วยความไม่พอใจ

            เมื่อกลับไปถึงบ้าน ต่อมาก็ได้จัดการถวายสังฆทาน ๕ องค์ ทำบุญเพื่ออุทิศส่วนกุศลกรวดน้ำไปให้วิญญาณของผีที่ได้แสดงตัวที่โรงพยาบาล เพื่ออิฉันบอกว่ายังเสียใจที่ลืมถามชื่อวิญญาณนั้น จะได้อุทิศบอกชื่อโดยตรงไปให้

        เวลาที่บันทึกเรื่องนี้ เพื่อนดิฉันก็ยังไม่หายดี ยังต้องใช้ไม้พยุงเดินกะโผลกกะเผลกไป ให้พระที่วัดท่านรักษาทางไสยศาสตร์ อาการเจ็บปวดก็ค่อยยังชั่วขึ้นแล้ว นี่เป็นเรื่องแปลกประหลาดเรื่องหนึ่งที่ควรจะนำมาพิจารณาหาเหตุผลคิดว่าคงจะมีประโยชน์สำหรับผู้ที่กำลังศึกษาเรื่องวิญญาณบ้างไม่มากก็น้อย

            ข้าพเจ้าได้รับบันทึกฉบับนี้โดยผ่าน คุณประวัติ โชติกำจรมาพิจารณาเรียบเรียงเขียนขึ้น ท่านผู้บันทึกฉบับนี้ได้แจ้งชื่อเสียงและตำบลที่อยู่มาเรียบร้อย ข้าพเจ้าเห็นว่าบางอย่างไม่บังควรที่จะลงไปให้ชัดเจนเกินไปนัก อาจไม่เหมาะสมกับเรื่องเช่นนี้ ขอให้รู้แต่เพียงสิ่งเหล่านี้ได้เกิดขึ้นมาแล้วการจะเชื่อหรือไม่เชื่อแล้วแต่ท่านผู้อ่านจะพิจารณาดูเองเพราะสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องลี้ลับมหัศจรรย์ ซึ่งหาเหตุผลให้ชัดเจนอย่างวิทยาศาสตร์นั้นไม่ได้ แล้วแต่ผู้อ่านจะคิดจะพิจารณาดูว่า จะอ่านเป็นเรื่องสนุกสนานตื่นเต้นหาสาระไม่ได้หรือจะสอนเป็นเรื่องพิจารณาหาเหตุผลก็ได้ แล้วแต่บุคคลที่จะนึกคิด ข้าพเจ้าไม่อยากให้ท่านเชื่อหรือไม่เชื่อ เรื่องเช่นนี้อย่างน้อยก็คงเป็นประโยชน์ที่จะได้รับ คือความเพลิดเพลินและตื่นเต้นบ้างพอสมควร







Copyright © 2010 All Rights Reserved.