ReadyPlanet.com
dot dot
dot
คำสอนกรรมฐานจากพระพุทธโอษฐ์
dot
bulletมนุษย์ถือเอาที่พึ่งผิดๆ เป็นสรณะ
bulletอริยมรรคมีองค์แปด
bulletพระมหาสติปัฏฐานสูตร
bulletกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน
bulletเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน
bulletจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน
bulletธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน
bulletปัจฉิมพุทโธวาทปาฐะ
bulletพรหมจรรย์แห่งพระพุทธศาสนา
bulletทางออกจากวัฏฏะสงสาร
bulletปฎิบัติอย่างไรจึงทำที่สุดทุกข์ได้
bullet"สุญญตา"-ธาตุ-ผัสสะ-วิหาร
dot
แผนที่ เข็มทิศ ชัยภูมิ การปฏิบัติธรรม
dot
bulletบูชาพระรัตนตรัย
bulletพระตถาคตเจ้า เกิดขึ้นแล้วในโลก
bulletสัมมาทิฏฐิ
bulletสติปัฏฐาน ๔
bulletวิธีการปฏิบัติธรรม
bulletวิธีการกำหนดรู้
bulletอริยสัจ 4
bulletพระไตรลักษณ์
bulletปฏิจจสมุปบาท
bulletเพชรในหัวคางคก
bulletพระสารีริกธาตุ-ปัจเจกพุทธเจ้า
bulletพระอรหันตธาตุสมัยพุทธกาล
bulletพระอรหันตธาตุสมัยปัจจุบัน
dot
ว่าด้วยแนวทางการปฏิบัติธรรม
dot
bulletสมาทานศีล ๘
bulletคำขอกรรมฐาน
bulletคำลากรรมฐาน
bulletคำขอขมา
bulletปฏิเวธธรรม จากประสบการณ์
bulletบันทึกธรรม จากประสบการณ์
bulletวิธีทำสมถะวิปัสสนา
bulletดวงจิตผู้รู้อยู่ (หลวงปู่สิม)
bulletทวนกระแสจิตมาสู่ดวงจิตผู้รู้
bulletวิธีปฏิบัติธรรมหลวงปู่ดูลย์
bulletการอ่านหรือฟังธรรมให้เป็นธรรม
bulletเครื่องตามรักษา 5 ประการ
bulletการประสารความขัดแย้งภายใน
dot
ข้อคิด-คติธรรม หลวงปู่มั่น
dot
bulletวัตรปฏิบัติ
bulletอุบายปัญญา
bulletโอวาทธรรม
bulletอธิบายธรรม จิตเดิม
bulletอธิบายธรรม อกิริยา
bulletอธิบายธรรม สัตตาวาส ๙
dot
ข้อคิด คติธรรม หลวงปู่ดูลย์
dot
bulletธรรมโอวาท
bulletปรารภธรรมะเรื่องอริยสัจสี่
bulletรู้ให้พร้อม
bulletแนวปฏิบัติที่ถูกต้องและง่าย
bulletเต่า กับ ปลา
bulletผลคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน
bulletนักปฏิบัติลังเลใจ
bulletตื่นอาจารย์
bulletสิ้นชาติขาดภพ
dot
เรื่องเล่ากฏแห่งกรรม
dot
bulletบาปทางใจ
bulletไม่ต้องการสวรรค์
bulletหัวอกพ่อแม่
bulletวัยบาป
bulletวิญญาณคะนอง
bulletปากมนุษย์
bulletโทษของความโลภ
bulletนี่แหละผลกรรม
bulletเมตตา-กรุณา
bulletความฝันลุงยุ้ย
bulletเปรตหลวงพ่อขำ
bulletอานิสงส์ของการสวดพุทธคุณ
bulletสมาธิรักษาโรค
bulletวิญญาณรายงานตัว
bulletหญิงสองร่างนางสองชาติ
bulletใช้หนี้กรรม
bulletตายจากคนไปเกิดเป็นวัว
bulletบวช-ช่วยเตี่ยขึ้นจากนรก
bulletใช้หนี้กรรมสุนัข แมว
bulletตาเคลิ้ม
bulletอานิสงส์ สร้างพระพุทธรูป
bulletอดีตชาติ
bulletเรื่องจริงของการเวียนว่ายตายเกิด
dot
วัดรัตนคูหา ถ้ำผากล้วย แม่เมาะ
dot
bulletแผนที่ไปวัดรัตนคูหา(ถ้ำผากล้วย)
bulletพาแอ่วชุมชน ชมวิถีคนแม่เมาะ
dot
มุมกิจกรรม-ชมรมคนใจสบาย
dot
bulletทานบารมี
bulletภาพกิจกรรมชมรมคนใจสบาย
bulletข่าวชมรมคนใจสบาย
bulletถวายกุฎิคุณากโร ณ วัดรัตนคูหา
bulletไหว้พระดี แดนอีสาน
bulletร่วมสร้างอุโบสถวัดรัตนคูหา
bulletถวายกุฏิกรกช ณ วัดรัตนคูหา
bulletซื้อและติดต้ังปั๊มน้ำบาดาลให้วัด
bulletช่วยกันสร้างแรงบันดาลใจ
bulletสนทนาธรรมกับหลวงพ่อหล
bulletถวายผ้าป่าวัดเขาน้อยปัจเจกธรรม
bulletถวายสังฆทานวัดป่าบ้านโคกเต่า
bulletFacebook รวมภาพกิจกรรม
bulletวิธีป้องกันภัยจากรถสาธารณะ
bulletรักษาตาฟรี ถวายในหลวง
bulletโครงการผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาว
bulletขาเทียมฟรี สำหรับผู้พิการขาขาด
dot
นิทานธรรมะ
dot
bulletแพะระลึกชาติ
bulletคลั่งนิพพาน
bulletฝังลูกนิมิต
bulletอยากได้สวรรค์
dot
ธรรมบท แห่งความดี
dot
bullet ตนเป็นที่พึ่งของตน
bulletโสดาปัตติผล
bulletยมกปาฏิหาริย์
bulletสัตว์โลกมืดบอด
bulletประโยชน์ของตน
bulletผู้เกิดมาเพื่อฆ่าตนเอง
bulletไม่ได้ทรัพย์เมื่อหนุ่ม
dot
Newsletter

dot




ปากมนุษย์

ปากมนุษย์

 

            เมื่อวันที่ ๑๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๘ คณะ “กฎแห่งกรรม” ได้มีการนัดกินอาหารเที่ยงประจำวันพุธกลางเดือนที่ “ราชนาวีสโมสร” ที่ท่าช้างวังหลวง หลังจากได้กินอาหารเสร็จแล้ว คุณประวัติ โชติกำจร ได้ขอเชิญให้คุณไพศาลปิตตะพันธ์ออกมาพูดเล่าเรื่องเกี่ยวกับวิญญาณที่ลี้ลับซับซ้อนที่คุณไพศาล ปิตตะพันธ์ได้ประสบมากับตนเองในท่ามกลางของผู้ที่มาร่วมกินอาหารรวมประมาณแปดสิบกว่าท่าน

            เมื่อคุณไพศาล ปิตตะพันธ์ได้ออกมากล่าวขึ้นว่า “ผมมีความยินดีที่ได้มาร่วมกันอาหารกับคณะ “กฎแห่งกรรม” ในเที่ยงวันนี้และได้รู้จักกับ คุณ ท. ซึ่งผมได้ติดตามอ่านหนังสือชุด “กฎแห่งกรรม” มานานแล้วและรู้ว่า ผู้เขียนได้เอาเรื่องจริงที่เกิดขึ้นแล้วมาเขียนขึ้น ผมจึงเชื่อแน่ว่าผู้อ่านคงได้ประโยชน์และเนื้อหาเกิดขึ้นทางจิตใจบ้าง ผมเป็นผู้เชื่อ “กฎแห่งกรรม” และเรื่องวิญญาณสิ่งลี้ลับในโลกนี้มีจริงเพราะผมได้เคยประสบด้วยตนเองมาแล้ว

            คุณประวัติ โชติกำจร ได้ขอสัมภาษณ์ผมและขอร้องให้ผมมาเล่าให้ท่านที่สนใจฟัง ผมก็ยินดีคิดว่าเรื่องที่ผมเล่าต่อไปนี้ในเนื้อเรื่องที่ผมประสบมาด้วยตัวเองนี้คงจะเป็นประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อย

            เรื่องที่ผมจะเล่านี้ได้เกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๖ เมื่อคิดแล้วก็เป็นเวลาผ่านมาแล้ว ๑๒ ปี คิดว่ายังมีพยานหลักฐานอยู่พร้อมพอจะพิสูจน์เพราะยังไม่นานเกินไปนัก ผู้ที่ร่วมประสบการณ์ครั้งนั้นมีจำนวนสิบสองคน สาเหตุเรื่องที่เกิดขึ้นนี้ก็คือ ผมกับเพื่อนเราสองสามคนตกลงทำงานร่วมกันไปรับเหมาขนหินลูกรังส่งบริษัทอิตัลไทย เพื่อสร้างถนนที่อำเภอบัวใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา เมื่อตกลงเซ็นสัญญาแล้วเราได้ร่วมเดินทางจากกรุงเทพฯ พร้อมทั้งเพื่อนๆ และรถบรรทุกหลายคันตรงไปที่อำเภอบัวใหญ่เพื่อจะเริ่มงานขนหินลูกรังสร้างถนน

            เมื่อเราไปถึงที่อำเภอบัวใหญ่แล้วสิ่งที่จำเป็นก็คือ หาที่พักเพราะเราจะต้องอยู่ทำงานร่วมกันเป็นเวลาหลายเดือนกว่างานจะเสร็จเรียบร้อย หากจะพักโรงแรมตลอดไปค่าใช้จ่ายก็จะสูงเพราะเรามีคนร่วมงานพร้อมทั้งคนขับรถขนหินลูกรังและพวกกรรมกรร่วมด้วยจำนวน ๑๒ คน อำเภอบัวใหญ่เป็นอำเภอที่ห่างไกลจากตัวจังหวัดนครราชสีมามากจะเข้าไปพักที่จังหวัดไปมาก็ไกล ค่าใช้จ่ายมาก ตกลงเราตัดสินใจหาเช่าบ้านที่อำเภอบัวใหญ่เพื่ออยู่ร่วมกันทั้งสิบสองคนไม่ต้องถือเขาถือเรา

            เมื่อคิดเช่นนี้เช้าขึ้น ผมกับเพื่อน ๒-๓ คน ออกเที่ยวเดินถามหาที่ไหนมีบ้านว่างจะให้เช่าบ้าง ส่วนมากเวลาเช้าๆจะมีคนชอบไปนั่งชุมนุมร้านกาแฟหน้าตลาด มักมีเรื่องนายหน้าซื้อขายเป็นจุดรวมการติดต่อนัดพบ

            เมื่อผมไปที่ร้านกาแฟซึ่งเป็นจุดรวมที่ประชุมตอนเช้าไปถามเจ้าของร้านว่าที่บัวใหญ่นี้ที่ไหนมีบ้านให้เช่าบ้าง ก็ได้ทราบว่ามีบ้านหลังหนึ่งเป็นของนายสถานีรถไฟคนก่อนได้ปลูกสร้างไว้หลายปีมาแล้วแต่เวลานี้ว่างไม่มีคนอยู่ เขาบอกให้เช่า ผมถามถึงบ้านนั้นอยู่ใกล้หรืออยู่ไกลแค่ไหน ก็ได้ทราบว่าอยู่ห่างไกลจากตลาดหลังโรงไฟฟ้าเป็นที่ห่างจากที่ชุมชน ผมได้ถามถึงจะไปติดต่อเช่าบ้านได้ที่ไหน เจ้าของร้านใจดีให้เด็กร้านกาแฟพาไปหาผู้ดูแลบ้านอยู่ที่หลังตลาดไม่ไกลนัก นับว่าพวกชาวชนบทมีจิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ให้ความช่วยเหลือเป็นอย่างดี

            เมื่อเด็กพาเราไปชี้บ้านว่าเป็นผู้ดูแลบ้านเช่า ผมจึงเข้าไปในบ้านมองดูแล้วคล้ายห้องแถว พบชายสูงอายุผู้หนึ่งกำลังอยู่ในบ้านท่าทางใจดีถามถึงความประสงค์ ผมก็บอกว่าผมมาจากกรุงเทพทำสัญญารับเหมา ขนหินลูกรังสร้างถนนที่อำเภอบัวใหญ่ กว่างานจะเสร็จเรียบร้อยก็หลายเดือนเรามากันมากคนอยากจะเช่าบ้านอยู่ เพื่อจะได้ประหยัดค่าใช้จ่ายให้น้อยลงไปได้บ้าง

            ชายสูงอายุผู้นั้นมองดูผมและดูเพื่อนเหมือนจะสำรวจร่างกายท่าทางของผมคงจะดูความอดทน แกมองดูผมตั้งแต่หัวจรดถึงเท้าแล้วก็ยิ้มๆ แสดงท่าทางว่าคงสงสารและสมเพชเวทนา แล้วถามผมว่า “คุณไปดูเห็นบ้านหรือยัง” ผมก็บอกว่า “ยังไม่เคยเห็นบ้านเลยครับ ผมไปถามร้านกาแฟเจ้าของร้านกาแฟเขาก็ให้เด็กพามาหาคุณลุงนี่แหละ ที่บัวใหญ่ผมก็ยังไม่รู้จักใครเลย”

            ชายสูงอายุร้องเชิญต้อนรับให้เข้าไปนั่งในบ้านรอแกเข้าไปเอากุญแจและเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวจากโสร่งไปนุ่งกางเกง

            เช้าวันนั้นผมไปกับเพื่อนสามคน เมื่อนั่งรอเวลาเราได้หารือกันถึงเมื่อเช่าบ้านได้แล้วเราก็จะต้องหาซื้อของจำเป็นที่จะต้องใช้ในบ้านและเครื่องครัว และเรื่องค่าเช่ายังไม่รู้ว่าจะต้องเสียเท่าไหร่ เราจะได้คำนวณค่าใช้จ่ายต่อไป

            พอชายสูงอายุออกมาจากห้องแล้วก็เดินนำเราไปบ้านที่จะให้เช่า เราต้องเสียเวลาเดินตามไม่น้อยประมาณเกือบกิโลเมตรห่างจากชุมชนตลาด

            เมื่อไปถึงคุณลุงผู้นั้นก็ไขกุญแจประตูหน้าทางเข้าไปในตัวบ้านขึ้นบันไดไขกุญแจเปิดห้องเข้าไปข้างใน ผมมองเห็นบ้านแบบปั้นหยาบปลูกทันสมัยใต้ถุนสูงโปร่งมีรั้วเป็นเขตกระดานพื้นเป็นไม้แดงมีบันไดขึ้นได้ทั้งหน้าบ้านและหลังบ้านเมื่อคุณลุงเปิดประตูบ้านเข้าไปภายในห้อง ผมกับเพื่อนก็เดินตามติดขึ้นไป ภายในบ้านปิดไว้นานมีกลิ่นอับ สาบๆ ที่พื้นฝามีละอองฝุ่นติดอยู่ทั่วไปใช้นิ้วจิ้มตามฝาพื้นก็มีฝุ่นติดนิ้วขึ้นมา เราเปิดดูหมดทุกห้อง

            เมื่อผมดูเห็นเป็นบ้านใหญ่ พอสำหรับพวกเราสิบสองคนแล้ว ผมจึงถามคุณลุงว่า “บ้านนี้ให้เช่าเดือนละเท่าไหร่ครับคุณลุง”

            คุณลุงคิดครู่หนึ่งแล้วจึงบอกว่า “คุณลองอยู่ไปก่อนก็แล้วกัน เมื่ออยู่ได้แล้วค่อยจ่ายเงินให้ผม ไม่ต้องจ่ายล่วงหน้าหรอกอยู่ก่อนจ่ายทีหลัง ถ้าตกลงอยู่ได้แล้วผมคิดเดือนละหนึ่งร้อยบาท”

            ผมกับเพื่อนได้ยินคุณลุงบอกราคาค่าเช่าแล้วแทบไม่เชื่อหู บ้านหลังใหญ่โตมีบริเวณกว้างราคาเช่าเดือนเพียงร้อยเดือนถูกมาก คุณลุงนั้นมองดูหน้าพวกเราอย่างสงสารคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงพูดว่า

            “ผมขอบอกให้คุณรู้เสียก่อนเพื่อจะได้คอยป้องกันไว้แต่คุณบอกว่าจะอยู่กันตั้ง ๑๒ คนก็ไม่น่ากลัวอะไร แต่อยากให้รู้ว่าบ้านนี้ผีดุเป็นที่รู้กันในอำเภอบัวใหญ่ มีคนมาขอเช่าอยู่ได้ครบสามวันเผ่นออกมาจากบ้านไม่ทัน ฉะนั้นผมจึงไม่เรียกล่วงหน้าเรียกมัดจำอะไรจากคุณ ถ้าคุณอยู่ได้ตลอดไปค่อยให้ค่าเช่าภายหลัง”

            ผมฟังแล้วก็มีความรู้สึกไม่ค่อยสบายใจนักแต่ผมก็ไม่ตื่นเต้นเพราะผมเป็นคนไม่กลัวผี ยังไม่เคยพบผีมาก่อนก็ดีแต่ก็นึกว่าจะเป็นผีหรือคนก็ดีถ้าเราทำดีต่อเขาไว้คงได้รับความดีตอบ จิตใจจึงไม่หวาดกลัว ส่วนพวกเพื่อนๆ ที่ไปด้วยนั้นยังอยู่ในวัยคะนองยังไม่เคยพบประสบการณ์มาก่อนจึงนึกสนุกตามอารมณ์คะนองของคนหนุ่มเลยอยากจะผจญหน้าลองดีกับผี รู้สึกครึ้มใจที่จะได้พบบ้านผีดุ

            เมื่อได้ตกลงเช่าบ้านหลังนี้ไว้โดยไม่ต้องวางมัดจำใดๆ แล้วเมื่อผมกลับมาจึงบอกพวกเราซึ่งล้วนอยู่ในวัยฉกรรมจ์ไม่กลัวอะไรทั้งนั้นให้รู้ทั่วๆ กันว่าบ้านนี้ผีดุ แต่แทนที่จะระวังตัวไม่ประมาทกลับเห็นเป็นเรื่องสนุกสนาน เห็นจะเป็นเพราะพวกมากจึงไม่กลัวเมื่อตกลงเช่าบ้านเป็นที่เรียบร้อยแล้วเราก็พากันไปจ่ายของใช้ที่จำเป็นได้แล้วก็ช่วยกันขนเข้าไปในบ้าน ทำการปัดกวาดเช็ดถูล้างพื้นให้สะอาด เพราะเราต้องอยู่ในบ้านจนกว่างานทำถนนจะเสร็จเรียบร้อย

            พวกเพื่อนๆ และผู้ที่จะอยู่ร่วมกันในบ้านทั้งสิบเอ็ดเมื่อได้รู้เรื่องผีแล้วกลับเห็นเป็นของสนุกสนานตลกขบขัน บางคนบอกว่าถ้าเจอผีคือนี้ก็ดีจะได้ขอหวย บางคนก็บอกว่าถ้าเราถูกผีหลอกก็จะแก้ผ้าหลอกผี บางคนก็บอกจะแหกตาอ้าปากยิงฟังหลอกผี ดูซิผีจะแน่ะหรือคนจะแน่ พวกนี้ทำงานไปเกิดปากอยู่ไม่สุข แสดงกิริยาท่าทางท้าทายผีไปด้วยความคะนองปาก ไม่รู้คำพูดออกมานั้นจะเป็นประโยชน์หรือเป็นโทษเป็นภัยแก่ตัวเอง

            ผมเองก็รู้สึกไม่สบายใจที่ได้ยินได้ฟังคำตะโกนร้องท้าทายอวดดีกับสิ่งที่ไม่เห็นตัวตนเช่นนี้ แต่ก็มีผมคนเดียวที่เห็นว่าไม่ควรพูดเล่นตามอารมณ์ ส่วนมากแบบประชาธิปไตยต่างก็เห็นดีด้วยพูดได้ตามเสรี ผมแม้จะรู้ว่าเขาไม่เชื่อแต่ก็พยายามเตือนสติและห้ามว่าพวกเราควรระงับปากไว้บ้างเถิดตะโกนท้าทายคิดดูให้ดีที่เราทำไปนั้นไม่เป็นสิริมงคลแก่ตัวเองเลยมีแต่จะเป็นภัยเพราะปากไม่ดี อย่าลืมว่าพวกเราต่างถิ่นพลัดบ้านเมืองมา อย่างน้อยเราก็ควรจะให้ความคารวะเคารพเจ้าที่เจ้าทางท่านไว้บ้าง เพราะสิ่งลี้ลับที่เรามองไม่เห็นมีอยู่ทั่วไปในโลกมนุษย์นี้ ผมเองก็ไม่กลัวผีสางเหมือนกันเพราะเราไม่เคยเห็น แต่ควรถือประเพณีโบราณเคารพเจ้าที่เจ้าทางท่านบ้าง ถ้าเราไม่เชื่อคิดว่าเป็นเรื่องงมงายเราก็ควรนิ่งอยู่ดีกว่าพูด โผงผางหยาบคายออกมาเป็นภัยแก่ตัวเองเปล่าๆ ผมเสียงเดียว เสียงข้างมากเขาไม่เห็นด้วยยังพากันหัวเราะเยาะแทบจะฮาป่าออกมา แล้วพูดว่า “เรารวมกันตั้งสิบสองคนแล้วจะกลัวอะไรอีก เมื่อเราสิบสองคนไม่กลัว แล้วจะมีอะไรเกิดขึ้น เราอยากรู้นักว่าผีตนไหนจะกล้ามาหลอกพวกเราได้เมื่อเราไม่กลัว”

            ผมคิดหากพูดไปห้ามไปพวกเพื่อนอาจท้าทายมากขึ้นยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุ เพราะทุกคนกำลังอยากจะลองดีด้วยกันทั้งนั้น ฉะนั้นผมจึงหยุดไม่ห้าม ปล่อยไปตามอารมณ์ เมื่อล้างบ้านเช็ดถูจนสะอาดเรียบร้อยแล้วก็ให้ไปหาซื้ออาหารสำเร็จรูป และหุงข้าวหม้อใหญ่มาทำกินก่อนของเครื่องใช้ที่จำเป็นจะต้องหาซื้อมาให้ครบมื้อต่อไปจะได้หาของสดมาปรุงต้มกันเอง บ้านนี้ดูธรรมดารู้สึกว่าน่าอยู่มีบ่อน้ำอยู่ริมรั้วบ้าน ห่างรั้วบ้านออกไปก็มีบึงใหญ่ บนบ้านก็มีห้องใหญ่ห้องเล็กกว้างขวางอยู่อย่างสบาย ข้างรั้วบ้านมีศาลพระภูมิซึ่งขาดผู้เอาใจใส่มานานแล้วจนเสาเอนแทบจะล้ม บริเวณมีต้นมะม่วงหลายต้น ใต้ถุนโปร่งลมพัดผ่านไปอย่างสบายผมนึกอยู่ในใจว่าเมื่อคนอื่นเขาไม่เคารพเจ้าที่เจ้าทางแล้ว ก็ไม่ควรจะท้าทาย ผมควรจะต้องไปขอสมาลาโทษแทนพวกเพื่อนๆ จะได้หนักเป็นเบา ผมจึงได้หาดอกไม้ธูปเทียนนำไปเคารพบูชากราบไหว้พระภูมิและระลึกวิญญาณทั้งหลายที่อยู่ในบริเวณนี้ หากพวกเพื่อนๆ ที่กำลังหนุ่มใช้วาจากล่าวสามหาวพูดไปตามอารมณ์คึกคะนองไปบ้าง ก็ขออภัยอย่าได้ถือโทษ พวกนี้แม้ปากจะร้ายแต่ใจนั้นสุจริตมิได้ตั้งใจจะดูหมิ่นแต่พูดอะไรขาดการยั้งคิด

            เมื่อพวกเพื่อนพากันไปจ่ายตลาดหาเครื่องใช้และอาหารสำเร็จรูปและของสดมาปรุงอาหารเย็นเป็นครั้งแรก และเมื่อกลับมาเข้าครัวช่วยกันทำช่วยกันหุงต้มอาหาร ที่บ้านนี้ไม่มีไฟฟ้าใช้เพราะเป็นบ้านร้างมานาน ฉะนั้นเราจึงต้องซื้อตะเกียงรั้วมาไว้ ๓ ดวงใช้น้ำมันก๊าด ตะเกียงชนิดนี้ทนลมทนพายุ พวกเราช่วยกันทำครัวหุงข้าวทำกับข้าว พอดีย่ำค่ำก็ประกอบอาหารเสร็จ เราก็จัดอาหารแบ่งออกเป็น ๒ สำหรับแล้วก็จุดตะเกียงรั้วเตรียมจะลงมือกินข้าวกัน เสียงคุยกันเฮฮาสนุกสนานมิได้คิดถึงเรื่องอะไร เมื่อนั่งล้อมวงลงมือกินข้าวกำลังสนุกๆ กินพลางคุยพลาง ต่างก็คุยอวดความเก่งกล้าเรื่องผีสางนั้นไม่กลัวแถมพูดสัปโดกสัปดน และยังพูดท้าทายออกด้วยเสียงดัง ถ้าเจอผีผู้หญิงจะจับไปนอนด้วยผมเองฟังแล้วไม่ค่อยสบายใจนักจึงนิ่งและคิดว่า แม้เราจะกลัวหรือไม่กลัวเราก็ไม่ควรใช้วาจาหยาบคายท้าทาย เป็นการทำลายตัวเองแท้ๆ คำพูดแต่ละคำนั้นไม่เป็นมงคลแก่ตัวเลยพูดไปด้วยความคะนองปากที่ยังอยู่ในวัยหนุ่มมักจะพูดอะไรไม่คิดหน้าคิดหลัง มีปากก็พูดไม่คิดว่าจะเกิดเสียหายส่วนมากยังอยู่ในวับที่มองเห็นโลกไม่กว้างนัก แม้ผมจะตักเตือนก็มักจะไม่สนใจเชื่อฟัง ผมจึงนิ่งฟังไม่พูดอะไร

            เมื่อกินข้าวไปได้ไม่กี่คำก็เริ่มมีเหตุประหลาดเกิดขึ้นตะเกียงรั้วที่ส่องแสงสว่างในระยะพอจะมองเห็นกับข้าวได้ชัดเจนก็เริ่มหรี่ลง ทันใดนั้นบนเพดานเหนือศีรษะที่เรากำลังนั่งกินข้าวกันทั้งสองวงก็บังเกิดเสียงลั่นดังครืนๆ เหมือนเพดานจะถล่มและพังลงมาอย่างน่ากลัว เราต่างแหงนหน้าขึ้นไปดูก็มองเห็นก้อนดำๆ ใหญ่ขนาดเท่าบาตรพระกำลังย้อยอยู่โตงเตงทำท่าว่าจะตกตรงลงมาในวงสำหรับกับข้าวตรงกันทั้งสองวงนั้น เราต่าง เราต่างจ้องมองตะลึงอยู่ ผมนึกในใจว่าผีเริ่มแสดงฤทธิ์อำนาจให้เห็นแล้ว ทันใดนั้นไฟตะเกียงรั้ว ๓ ดวงก็ดับลง ก้อนใหญ่สีดำพลันตกลงเสียงกระทบถ้วยจานชามคล้ายจะหกกระเด็นไปคนละทางสองทาง ผมนึกในใจว่าหมดแล้วข้าวปลาอาหารไม่ต้องกินกันแล้ว ถ้วยชามลามไหแตกพินาศลงหมด ได้ยินเสียงโครมครามไม่รู้ว่าอะไรเสียหายเท่าไหร่เพราะมันมืดแล้วผมก็ร้องสั่งให้รีบจุดตะเกียงโดยเร็ว

            พวกนั้นตกตะลึงอยู่พอได้สติก็หยิบไม้ขีดไฟมาจุดตะเกียงขึ้น แต่ก็แปลกประหลาดมหัศจรรย์ยิ่งเพราะเมื่อไฟดับนั้นลูกก้อนดำๆ ตกลงมากลางวงกับข้าวพอดี แต่เมื่อจุดตะเกียงขึ้นดูว่ามีอะไรแตกเสียหายบ้างก็ปรากฏว่า ถ้วยชามที่ใส่อาหารเรียบร้อยปกติดีไม่มีอะไรหกไม่มีอะไรแตกเสียหายและทุกอย่างยังอยู่เหมือนเดิม

            เราก็พากันงง ผมนึกในใจว่าผีเริ่มต้นสำแดงอาละวาดสอนคนปากไวแล้ว คืนนี้คงจะยุ่งแน่ นี่แต่เพียงหัวค่ำก็ยังเพียงนี้ถ้าดึกดื่นอะไรจะเกิดขึ้นอีก อย่าคิดว่าเรามีคนมากจะเอาชนะวิญญาณผีได้

            เมื่อเริ่มเปิดฉากแสดงตอนยังไม่ทันถึงทุ่มแล้วทุกคนก็เพิ่งจะลงมือกินข้าว ตอนนี้ที่เงียบเสียงก็มีที่ไม่เชื่อก็ชักจะใจคอไม่ดี แต่ยังมีบางคนปากแข็งร้องท้าทาย ถ้าเก่งจริงก็ขอให้แสดงออกมา

            คืนนั้นเรากินอาหารกันอย่างไม่มีความสุข เพราะต่างเอาจานข้าวใส่กับข้าวและยกไปนั่งกระจายวงละ ๒-๓ คน กินเพื่อกันตาย ผมคิดว่าแต่ละคนเห็นผลปรากฏที่ปากมนุษย์พูดอะไรไม่คิด บัดนี้ผลได้เกิดขึ้นแล้วและกำลังจะทวีความรุนแรงต่อไป คืนนั้นแม้จะเป็นคืนข้างขึ้นแก่ๆ เดือนยังไม่เต็มดวงแต่ก็ส่งรัศมีสว่างทอแสงลอดเข้ามาทางช่องหน้าต่างที่เปิดไว้ทุกบานเหมือนคืนวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ แต่ก็พอจะเห็นอะไรจะแจ้งกระจ่างตาได้บ้าง

        ผมคิดว่าการกินข้าวมือนั้นมันหาความอร่อยไม่ได้เลยความรู้สึกไม่ได้อยู่ที่รสอาหาร มันอยู่ที่จะต้องผจญกับวิญญาณที่มองไม่เห็นนั้นนอกจากต่างคนต่างรีบกินพอให้อิ่มท้อง ดูคล้ายพวกวิญญาณจะยังเอ็นดูให้เราได้หยุดพักมีโอกาสกินข้าวอิ่มเสียก่อนจึงจะเริ่มลงมือใหม่

            มนุษย์เรานั้นครั้งแรกปากแข็งอยู่ก่อนแล้ว แม้จิตใจเกิดความกลัวขึ้นมาแต่ปากก็ยังแข็งพูดเสียงแข็งทำนองปากกับใจไม่ตรงกัน เพราะบางคนก็ยังใช้ปากด่าว่าหยาบคายท้าทายด้วยคำพูดอวดดีแต่เสียงขาดความเข้มแข็งเหมือนเดิมคำหยาบคายนั้นแม้มนุษย์ด้วยกันฟังแล้วยังทนไม่ไหวบางคนก็บ่นพึมพำไปตามภาษาของคนปากอยู่ไม่สุข

            พอกินข้าวอิ่มบ้างไม่อิ่มบ้างแล้วต่างก็รีบยกชามจานไปล้างข้างล่าง ผมคิดว่าในจำนวน ๑๒ คนนี้คงมีบางคนใจคอไม่ดีด้วยความหวาดกลัว แต่ก็ไม่กล้าแสดงออกมาเพราะกลัวเพื่อนๆ จะว่าเป็นคนขี้ขลาด จึงอัดความกลัวเอาไว้ภายใน แสดงว่าข้ายังกล้าแข็งอยู่

            เมื่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้เป็นการชี้ให้เห็นเรื่อง “วิญญาณภูตผีมีจริง” บัดนี้ได้แสดงออกมาให้ประจักษ์สายตาและความรู้สึกพอทำจะทำให้ผู้ที่พบเห็นจดจำเหตุการณ์ในคืนนั้นและคงจะอยู่ในความทรงจำอย่างไม่มีวันลืม รวมทั้งผมผู้อยู่ในจำนวน ๑๒ คนด้วยนั้นล้วนแต่คนหนุ่มแข็งแรงอยู่ในวัยฉกรรจ์และมีความเชื่อตัวเองไม่ยอมเชื่ออะไรที่ไม่มีเหตุผล ทั้งผมได้เคยเตือนอย่ากล่าวถึงคำที่มีความหมายถึงการดูหมิ่นดูถูก พวกเหล่านี้กลับมองเห็นว่าผมเป็นคนหลงงงงาย บัดนี้ทุกคนก็เห็นอภินิหารของวิญญาณแล้วแม้จะมีบางคนยังใจแข็ง แต่ส่วนมากก็ชักจะเชื่อว่า วิญญาณและผีมีจริง เพราะได้ประสบว่าถึงเวลาแล้วที่จะให้ทุกคนรู้ผิดรู้ถูกและที่ได้ใช้วาจาสามหาวก้าวร้าวดูหมิ่นวิญญาณพูดจาหยาบคายสัปโดกสัปดน ให้วิญญาณเหล่านั้นโกรธจนแสดงฤทธิ์เดชออกมาให้เห็นนั้น บัดนี้ต่างก็รู้แล้วและเป็นบทเรียนที่ทำให้ทุกคนประสบด้วยตนเองเพื่อชี้ให้เห็นปากที่เราพูดออกไปด้วยความคะนอง บัดนี้ปรากฏผลร้ายต่อเราแล้วจึงอยากให้ทุกคนลงไปที่ศาลพระภูมิข้างรั้วซึ่งเป็นเจ้าที่เจ้าทางเพื่อไปกราบไหว้ขอสมาลาโทษเพราะแรกเรารู้เท่าไม่ถึงการณ์ ขอจงยกโทษให้พวกเราด้วยเถิด เราจะไม่ลบหลู่ดูหมิ่นต่อไป เมื่อผมให้ความเห็นเช่นนั้นส่วนมากตกลงเห็นดีด้วยแต่ที่ทำท่าว่าจะดื้อลองดีต่อไปก็มีอยู่บ้าง แต่ที่สุดผมบอกว่าอย่าให้คนสองสามคนที่ไม่เห็นด้วยนั้นทำให้ส่วนรวมต้องพลอยได้รับความลำบากไปด้วยเลย เพราะเรามาด้วยกันอยู่ในบ้านเดียวกัน เดือดร้อนก็ต้องเดือดร้อนด้วยกัน ที่สุดทุกคนก็เห็นด้วย ผมจึงหยิบธูปเทียนที่ซื้อเตรียมไว้ก่อนและพากันลงมาจากบ้านทั้งหมด เพื่อไปกราบสารภาพผิดและขอขมาลาโทษต่อไป

            เมื่อถึงริมรั้วที่ประดิษฐ์ศาลพระภูมิผมก็จุดเทียนปักไว้ที่ศาลพระภูมิและจุดธูปจนหมดห่อแล้วแจกจ่ายให้โดยทั่วถึงกัน แล้วขอร้องให้ทุกคนตั้งจิตอธิษฐาน รำลึกถึงเจ้าที่เจ้าทางและวิญญาณทั้งหลายที่อยู่ในบริเวณที่พวกเราเคยดูหมิ่น เมื่อหัวค่ำก็ขอให้เจ้าที่เจ้าทางและวิญญาณทั้งหลายได้โปรดกรุณายกโทษที่พวกลูกช้างทั้งหลายได้กล่าววาจาหยาบคายหมิ่นประมาทนั้น บัดนี้พวกลูกช้างทั้งหลายรู้สึกผิดชอบชั่วดี ทุกคนก็ยอมปฏิบัติตามที่ผมขอร้อง เมื่อกล่าวคำขอขมาจบแล้วก็กราบลงกลางดินหน้าศาลพระภูมิ ผมมองดูหลายคนหน้าซีดเหงื่อแตกด้วยความหวาดกลัวเห็นได้ชัดแต่บางคนก็ยังดื้อแต่ก็ทำตามที่ผมบอกอย่างเสียไม่ได้

            เมื่อจุดธูปเทียนขอขมาลาโทษกราบไหว้เจ้าที่เจ้าทางที่ศาลพระภูมิแล้วทุกคนก็กลับขึ้นไปบนเรือน ต่างก็จัดแจงหาที่พักผ่อนหลับนอนเอากำลังไว้ เพราะรุ่งเช้าพวกเราก็จะเริ่มทำงานร่วมกันต่อไป

            ส่วนผมตกลงใจเข้าไปนอนในห้องเล็กกว้างยาวประมาณ ๓ เมตร ๔ เมตร ห้องนี้มีเสาต้นหนึ่งเป็นเสาไม้แข็ง แก่นกลางเสามีน้ำมันไหลเยิ้มออกมา มีคนเอาทองปิดไว้หลายแผ่นและมีผ้ายันต์ไปตอกติดไว้ตามประเพณี ถือกันว่าเสาตกน้ำมันมีวิญญาณสิงอยู่

             ผมนั้นแม้จะยังหนุ่มและไม่กลัวอะไรไม่ว่าผีสางเทวดาอะไรก็จริงโดยคิดว่าเราไม่ไปก้าวก่ายดูถูกเขาก็คงไม่ทำอะไรเรา ผมก็ไม่ดูถูกดูหมิ่นท้าทายอวดดีเพราะถือประเพณีโบราณที่พ่อแม่เราสอนว่าอ่อนน้อมไว้จะไม่เป็นภัยแก่ตัวเราอย่านึกว่ามีปากไว้พูดได้สารพัด ลมปากที่พูดออกไปดีก็เป็นมงคล ไม่ดีก็เป็นโทษ ผมยังเป็นทุกข์แทนพวกเพื่อนและเด็กๆที่ปากคะนองไม่รู้ที่ต่ำที่สูงควรพูดหรือไม่ควรพูดที่พูดหยาบช้าท้าทายไปนั้นมีแต่โทษไม่มีคุณ เพราะตามปกติมนุษย์เราไม่ชอบฟังคำหยาบคายดูถูกดูหมิ่นเป็นธรรมดา จึงคิดว่าพวกมนุษย์เทพเจ้าหรือวิญญาณทั้งหลายก็ไม่ชอบมนุษย์ปากเสีย หรือแม้แต่พวกสัตว์เลี้ยงสัตว์เดรัจฉาน หากพูดกับมันดีๆ ก็เข้ามาเคล้าเคลียใกล้ๆ หากว่าไปดุด่ามันก็ไม่ชอบเหมือนกัน

            ฉะนั้นประเพณีของไทยเราตามหลักพระพุทธศาสนาจึงสอนให้เราแผ่เมตตาแผ่ส่วนบุญกุศลนั้นย่อมเป็นสิริมงคลแก่ตัวเราเอง

            คืนนั้นผมรู้สึกหนักใจแทนเพื่อนๆ เท่าที่จุดธูปเทียนขอขมาลาโทษนั้นปวงวิญญาณทั้งหลายเหล่านั้นจะให้อภัยหรือไม่ยังเป็นปัญหาหนักใจผมอยู่มาก ถ้าหากบรรดาวิญญาณเจ้าที่จะไม่ยอมให้อภัยก็ไม่รู้จะหอบเสื่อหอบผ้าห่มไปนอนที่ไหนกัน

            ฉะนั้นก่อนจะนอนผมซึ่งนับถือประเพณีไทยโบราณ จึงนำเอาพระหลวงพ่อทวดที่ผมติดตัวมาปลดจากคอไว้บนหิ้งแล้วจัดแจงจุดธูปจุดเทียนบูชาอยู่บนห้องอีกครั้งหนึ่ง สวดมนต์แล้วตั้งจิตทำสมาธิแผ่ส่วนกุศลให้แก่วิญญาณทั้งหลายที่อยู่ในบริเวณบ้านนี้หรือผีบ้านผีเรือนเจ้าที่เจ้าทางขอจงมารับส่วนกุศลของผมด้วย เมื่อเสร็จแล้วผมตั้งปณิธานว่า อันตัวผมนี้ตั้งแต่น้อยคุ้มใหญ่ยังไม่เคยสร้างกรรมทำบาป และทำสิ่งใดชั่วเลย การที่ขึ้นมาที่บัวใหญ่ก็เพื่อมาประกอบสัมมาอาชีพทำมาหากินโดยสุจริต มิได้คิดทำผิดทางศีลธรรมประเพณีแต่ประการใดโดยทั้งสิ้น และการที่พวกเพื่อนๆ และเด็กๆ เหล่านี้ยังอ่อนต่อโลกและชีวิตได้ประพฤติล่วงเกินมากไปบ้างก็โปรดให้อภัยให้กับพวกนี้ด้วยเถิด ผมปวารณาใจขอร้องว่าต่อไปจะไม่มีประพฤติล่วงเกินทั้งในทางกายวาจาและใจอีกต่อไป ผมขอวิงวอนเจ้าที่เจ้าทางเพื่อได้กรุราพวกเหล่านั้นด้วย 

            จริงอย่างผมนึกวิตกในการที่เหล่าวิญญาณมิได้อภัยยกโทษให้อโหสิแก่พวกเราที่ไปคุกเข่ากราบไหว้กลางดินหน้าศาลพระภูมิที่ได้ทำไปแล้วนั้น เพราะหลังจากเราขึ้นมาบนบ้านต่างก็ยังมีความหวั่นหวาดไม่หายจิตใจ ต่างก็ยังมีความหวาดกลัวหวาดสะดุ้งผวากันอยู่

            แต่แล้วเหตุการณ์ที่สงบไปพักหนึ่งก็เริ่มเกิดขึ้นอีก ในขณะที่พวกเรากำลังเข้านอนซึ่งบางคนยังไม่ทันหลับ บางคนก็เพิ่งเคลิ้มๆ จวนหลับเราก็ได้ยินเสียงเหมือนคนเดินขึ้นบ้านเสียงค่อยๆเดินแรงๆแล้วก็เหมือนคนวิ่งไล่กันบนหลังคาเรือนความแรงจนบ้านสั่นไหวสะเทือนไปหมดทั้งหลัง ประตูที่ปิดสนิทลงกลอนอยู่แล้วกลอนก็หลุดและเปิดออกเสียงดังปังๆเสมือนมีคนเดินเข้ามาในห้องที่พวกเรานอนอยู่

            ทันใดหน้าต่างที่เปิดรับลมทุกบานก็ถูกปิดคล้ายกับมีคนกระชากอย่างแรงทุกบานดัง ปัง ปัง ปัง พวกที่กำลังจะหลับก็สะดุ้งตื่น ผมทราบภายหลังว่าทุกคนเปลือยกายล่อนจ้อนเพื่อให้ผีกลัว ผมเองก็ไม่รู้ว่าพวกนี้เขาไปได้ตำรับตำรามาแต่ไหน ผมเองได้ยินเสียงบานประตูหน้าต่างประเดี๋ยวเปิดประเดี๋ยวปิด แม้ผมจะเป็นคนไม่เคยกลัวเรื่องผีสางเรื่องวิญญาณก็อดสะดุ้งเสียงนั้นไม่ได้ เสียงปึงปังของบานประตูหน้าต่างทำให้ผมนึกเลยไปว่า อาจเป็นฝีมือของมนุษย์ที่ไม่อยากจะให้คนมาเช่าอยู่คอยก่อกวนเพื่อให้อยู่ไม่ได้

        ข้างตัวผมมีปืนสั้นประจำตัวอยู่ ๑ กระบอกบรรจุกระสุนครบและมีไฟฉายขนาดใช้ถ่าน ๔ ก้อน ผมคลำหาปืนและไฟฉายหยิบแล้วส่องเดินออกมาจากห้องแล้วลงบันไดหลังบ้านขึ้นหน้าบ้านเพื่อจะตรวจพิจารณาดูรอบๆ บ้านผมขอรับด้วยความจริงใจว่าผมทั้งกลัวๆ กล้าๆ คอยหวาดสะดุ้งคอยระวังตัวอยู่รอบข้างบนท้องฟ้าจันทร์ยังไม่เต็มดวงแต่ก็มีแสงสว่างพอที่จะมองเห็นอะไรได้ชัดเจน ความจริงผมก็มิใช่ว่าเป็นคนกล้าหาญ แต่เป็นความจำเป็นที่ในบ้านจะต้องมีคนไม่กลัวไว้บ้าง เพราะหากทุกคนกลัวและต่างก็ขวัญเสียกันหมดแล้วก็จะไม่มีใครเป็นที่พึ่งได้ เหตุการณ์ก็จะยิ่งเลวร้าย ฉะนั้นผมจึงจำเป็นต้องทำกล้าเพื่อเป็นที่พึ่งและเป็นกำลังใจของพรรคพวก ซึ่งตอนนี้รู้สึกว่าทุกคนกำลังหวาดกลัวที่รู้ตัวว่าได้ทำผิดไปแล้ว

            ฉะนั้นผมจำเป็นแข็งใจถือปืนและไฟฉายออกตรวจไปก็ไม่เห็นมีอะไร เวลานั้นไม่มีบ้านอื่นติดใกล้กับรั้วหรือที่ดินแปลงนั้น ด้านหนึ่งก็เป็นบึงออกไปอีกทางหนึ่งก็เป็นบริเวณโรงไฟฟ้าไม่มีบ้านคน เวลายิ่งดึกก็ยิ่งรู้สึกว่าในบริเวณบ้านนั้นเยือกเย็นสะท้าน ข้างนอกเสียงจักจั่นเรไรร้องวังเวงระงมทางบึงยังได้ยินเสียงกบเสียงเขียดร้องแข่งกันเซ็งแซ่ มันเป็นคืนที่วิเวกวังเวงเยือกเย็นอย่างประหลาดเท่าที่ผมเคยผจญมาเมื่อผมพยายามแข็งใจเที่ยวเดินตรวจดูบริเวณบ้าน แต่ก็ไม่มีอะไรผิดปกตินอกจากความเงียบสงัดกับแสงเดือนที่สว่างบ้างสลัวๆ บ้างสลับกันไปเท่านั้น

            ผมกลับขึ้นมาบนบ้านแล้วใจก็ยังเต้นอยู่ เพราะในห้องยิ่งน่ากลัวกว่าภายนอก แม้ภายในบ้านจะมีคนถึง ๑๒ คนก็ไม่ทำให้เกิดความอุ่นใจได้เลย เพราะส่วนมากล้วนแต่ปากเสียทั้งนั้นแต่ผมก็ระงับความกลัวไว้ได้เพราะผมไม่ได้ปากเสียและดูถูกใครไม่ว่าจะเป็นวิญญาณหรือมนุษย์ ปากผมไม่ได้กล่าวคำหยาบคายท้าทายและผมก็คิดว่าสิ่งที่มนุษย์เรากลัวที่สุดก็คือความตาย ไม่มีใครหนีพ้นไปได้ กลัวก็ตายไม่กลัวก็ตาย แล้วเราจะเสียเวลากลัวตายทำไมอีก ดังที่ผมเคยอ่านในชุด “กฎแห่งกรรม” มาแล้ว คิดได้ความกลัวของผมก็บรรเทาลง เมื่อไม่กลัวความตายแล้วทุกอย่างเราก็ไม่กลัวทำให้ผมมีจิตใจเข้มแข็งขึ้นทันที

            ผมเดินเข้าไปในห้องซึ่งมีคุณสมพล มานะมุตินอนอยู่ด้วย ผมเลิกมุ้งขึ้นเอาปืนและไฟฉายวางไว้ข้างตัวและผมก็นั่งสมาธิ ทำจิตให้นิ่งอธิษฐานในจิตว่า พวกผมทำงานหาเลี้ยงชีพด้วย ความสุจริตไม่เคยก่อกรรมทำบาปแต่อย่างใดขอตั้งปณิธานว่า ผมขออัญเชิญให้วิญญาณทั้งหลายและทวยเทพผู้เป็นใหญ่ในสถานบริเวณที่แห่งนี้ขอให้แสดงตนมาปรากฏให้ผมได้รู้ได้เห็นเพื่อจะขอทราบว่า ผมสามารถอยู่ในบ้านหลังนี้กับพวกเพื่อนๆ ได้ไหม ถ้ายังไม่ปรากฏตัวผมจะขอนั่งสมาธิอยู่เช่นนี้หนึ่งชั่วโมง ขอให้ท่านปรากฏร่างให้เห็น หากไม่ยอมปรากฏให้เห็นก็ขอให้ท่านมาเข้าฝันบอกให้รู้ หากไม่ยอมให้อยู่ต่อไปเราก็จะไปหาที่อยู่ที่อื่น

            เมื่อผมนั่งสงบอารมณ์ไม่คิดฟุ้งซ่านทำจิตอยู่ในสมาธิเริ่มแล้วก็ได้ยินเสียงเหมือนคนเดินขึ้นมาบนบ้าน ต่อจากนั้นประตูห้องติดต่อกับชานบ้านก็ค่อยๆ เปิดอ้าออก ในระยะนั้นภายนอกภายในเสียงเงียบสงบไปพักหนึ่ง เมื่อประตูเปิดก็เห็นแสงจันทร์ส่องเข้ามา ผมมองเห็นได้จากแสงเดือนส่องให้เห็นร่างขาวโพลนเป็นร่างใส่เสื้อขาวนุ่งผ้าขาวค่อยๆลอยเข้ามา ตีนสูงกว่าพื้นห้อง เข้ามาใกล้ที่ผมนั่งอยู่ในระยะประมาณเพียง ๓-๔ ก้าว ผมพยายามมองดูหน้าก็เห็นไม่ถนัดเพราะร่างนั้นไว้ผมยาวใช้ผมปกใบหน้าปิดลงมาถึงคาง จึงมองเห็นไม่ถนัดแล้วร่างนั้นก็ลงมานั่งขัดสมาธิตรงหน้าผม

            ผมจึงถามขึ้นว่า ท่านคงเป็นเจ้าของที่แห่งนี้และบ้านหลังนี้ด้วยใช่หรือไม่ ร่างนั้นผงกหัวรับเป็นการตอบด้วยท่าทางกิริยา เมื่อเข้าใจแล้วผมจึงถามว่าผมกับพวกมาทำมาหากินที่ตำบลบัวใหญ่นี้โดยสุจริตท่านจะอนุญาตให้ผมได้อยู่พักอาศัยในบ้านหลังนี้ได้ไหม แล้วผมก็มองเห็นร่างนั้นพยักหน้าช้าๆ เป็นการอนุญาตเห็นอย่างชัดเจน แม้คุณสมพล มานะมุติ ซึ่งนั่งคอยดูอยู่ข้างหลังของผมก็กลัวตัวสั่นจนฟันล่างและบนกระทบกัน ผมนั้นถามต่อไปว่า ตามที่พวกเด็กของผมกราบขออภัยที่ได้กล่าวคำหยาบคายด้วยความคะนองปากนั้น ขอได้โปรดอภัยโทษและพรุ่งนี้ผมจะให้นำดอกไม้ธูปเทียนมากราบคารวะขอขมาที่ได้ล่วงเกินท่านขอให้พวกเขาเหล่านั้นได้อยู่อาศัยในบ้านนี้ต่อไป ร่างนั้นสั่นหน้าแรงๆ เป็นการแสดงว่าไม่ยอมอภัย ผมเห็นเช่นนั้นก็ถามว่าในบ้านนี้นอกจากผมแล้วท่านจะไม่อนุญาตให้ใครอยู่ใช่ไหม ร่างนั้นพยักหน้าแสดงให้รู้ว่าใช่ ผมก็เกิดหนักใจว่าผมจะทำอย่างไรจะเอาเขาเหล่านั้นไปไว้ที่ไหน ผมจึงขอร้องแกมวิงวอนว่า ขอท่านได้กรุณาให้เขาเหล่านั้นอยู่ด้วยเถิด ผมรับรองว่าจะไม่ให้เหตุการณ์อย่างแล้วๆมานั้นบังเกิดขึ้นอีก ร่างนั้นสะบัดหน้าแล้วก็ค่อยๆ จางเลือนหายไปผมนั่งมองดูด้วยอาการขนลุกขนชัน แล้วผมก็ก้มลงกราบเจ้าที่ด้วยความเคารพ

            เป็นครั้งแรกในชีวิตผมได้พบเหตุการณ์ประหลาดมหัศจรรย์ในครั้งนั้นหลังจากร่างนั้นหายไปจากสายตาผมแล้วในไม่ช้าเหตุก็เกิดขึ้นกับหมู่เพื่อนและเด็กๆ ที่นอนอยู่ข้างนอกเสียงเหมือนคนวิ่งไปมาอยู่บนหลังคามีเสียงโครมครามทั่วไปและได้ยินเสียงเด็กๆ ร้องบอกว่าถูกเตะถูกถีบกันอย่างจ้าละหวั่น ผมใช้ไฟฉายดูก็มองเห็นเพื่อนและเด็กๆ ทุกคนมีแต่ตัวล่อนจ้อน เพราะทุกคนต่างก็แก้ผ้าเปลือยใช้มือป่ายซ้ายขวาเหมือนกับป้องกันตัว ปากก็ยังร้องด่าตาก็หลับ พวกเด็กที่เป็นคนขับรถร้องบอกผมว่า ผมกลัวแล้วพี่ครับขอให้ช่วยผมออกจากบ้านนี้เถิด บ้านนี้ผมอยู่ไม่ได้ ขอให้ผมไปอยู่นอกบ้านเถิดครับ ผมถูกเตะทั้งถีบ แล้วต่างก็เปิดประตูกระโจนลงจากบ้านไม่ทันสวมเสื้อกางเกงทั้งที่ร่างยังเปลือยเปล่าและต่างหอบเอาเสื้อผ้ากางเกงออกไปด้วยแล้วต่างก็ชิงกันออกประตูแทบไม่ทัน บางคนไม่ทันลงบันไดก็ผวาตกตลไปเหมือนคนไล่ถีบลงไปนั่งอ้าขาเหมือนเด็กเล่นทรายพวกเด็กขับรถวิ่งออกไปนอกรั้วแล้วยังตะโกนบอกผมว่า พี่ครับผมไม่ไหวแล้วขอไปนอนรถบรรทุกที่ปั๊มน้ำมัน เสียงคุณวิสูตร สมิตะ ร้องบอกอย่างเหนื่อยหอบเหมือนคนหมดแรงว่าอยู่ไม่ได้แล้ว เกิดมาผมไม่เคยกลัวอะไรมากเท่าคราวนี้เลยผมกลัวจริงๆ ผมเปลือยกายเอาตัวยัดเข้าไปนอนในถุงทะเล (ถุงสำหรับใส่ของพวกทหารเรือ) ยอมทนหายใจไม่ออกมันยังลากเอาถุงออกเหลือแต่ตัวล่อนจ้อน เข็ดแล้วเพราะไม่มีตัวตนแต่ก็เป็นไปได้ ตกลงคืนนั้นเวลาตี ๓ พอดี พวกนั้นหนีลงจากเรือนวิ่งไปนอนที่รถบรรทุกซึ่งจอดอยู่ที่ปั๊ม ไม่มีใครเหลืออยู่บนบ้านนอกจากผมคนเดียว ความวุ่นวายก็สงบลงภายหลังที่เพื่อนๆ และเด็กออกไปจากบ้านหมดแล้ว

            หลังจากนั้นในบ้านก็เงียบสงบไม่มีเสียงอะไรเกิดขึ้นอีกทำให้ผมคิดว่าคนเรานี้คะนองปากเมื่อพูดไป ถ้าพูดดีก็มีคุณประโยชน์ หากพูดไม่ดีก็เป็นภัยแก่ตัวเอง ดังเรื่องนี้ตัวอย่างที่ได้ประสบมา

            นับแต่คืนนั้นผมได้พักอยู่ในบ้านนั้นตลอดมา เหตุการณ์ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นแก่ตัวผมอีก ทุกอย่างปกติไม่มีวี่แววอะไรเกี่ยวกับเรื่องวิญญาณที่จะก่อกวนให้ผมเดือดร้อนเลย และกลับรู้สึกว่าวิญญาณเหล่านี้ช่วยให้ความคุ้มครองตลอดเวลาที่ผมอยู่ รู้สึกว่าภายในบ้านมีวิญญาณหญิง เวลาผมดับไฟเข้านอนแล้วมีความรู้สึกเหมือนไม่ใช่ผมอยู่คนเดียวแต่มีวิญญาณหญิงอยู่ใกล้ๆ คล้ายๆ กับอยู่ข้างๆ มุ้งที่ผมนอนแต่เมื่อจุดตะเกียงสว่างและตรวจดูแล้วก็ไม่มีไม่เห็นอะไร

            แต่ผู้อื่นนอกจากผมแล้วไม่มีใครกล้าอยู่หรืออยู่ไม่ได้เมื่อเสร็จงานแต่วันก็จะมาอาบน้ำและกินข้าว ก่อนค่ำก็ต้องรีบออจากบ้านไป ทุกคนก็อยู่ได้แต่เวลากลางวัน กลางคืนต่างแยกย้ายกันไปหลับนอนที่อื่นที่ผมจัดหาที่ให้พัก และพวกเด็กขับรถก็ไปนอนในรถบรรทุก กลางคืนไม่มีผู้ใดกล้ากรายเข้าไปบนบ้านนั้นอีก คงมีแต่ผมคนเดียวค้างคืนอยู่ในบ้านนั้นได้

            มีเหตุประหลาดอย่างหนึ่งเกิดขึ้นกับผม หากพูดไปถ้าผู้ใดไม่ประสบกับตัวเองแล้วก็ยากที่จะเชื่อ แม้แต่ตัวผมเองถ้าหากไม่ได้ประสบกับตัวเองเมื่อมีผู้อื่นมาเล่าให้ฟังผมเองก็ไม่อาจเชื่อว่าจะเป็นไปได้ คือในเช้าวันหนึ่งผมลุกขึ้นซักผ้าเองแล้วนำไปตากบนราวตากผ้า ซึ่งขึงไว้กลางใต้ถุนบ้านเป็นราวยื่นออกไปนอกตัวอาคาร หมายถึงราวนี้ครึ่งหนึ่งอยู่ในร่มใต้ถุนบ้านและอีกครึ่งหนึ่งก็อยู่ข้างนอกสำหรับตากแดด เมื่อผมซักเสื้อผ้าเสร็จแล้วก็นำไปตากนอกใต้ถุน เวลาตากเสร็จแล้วผมก็พูดลอยๆ ว่า “ผมขอฝากช่วยดูแลเสื้อผ้าที่ตากด้วยนะ” แล้วผมก็ออกไปทำงาน

            จำเพาะกลางวันวันนั้นเกิดฝนตกลงมา ผมกำลังทำงานอยู่ก็นึกในใจว่าป่านนี้เสื้อผ้าที่ผมตากไว้คงเปียกโชกด้วยน้ำฝนหมดแล้ว แต่ก็ทำอะไรไม่ได้เพราะกำลังทำงานถึงกลับไปบ้านก็คงไม่ทันเก็บเสื้อผ้า เพราะฝนตกลงมาไม่ทันรู้ตัวจึงได้แต่นึกอยู่ในใจว่าเมื่อฝนตกเสื้อผ้าก็ต้องเปียกหมดและคงไม่มีเสื้อผ้าเปลี่ยนแน่

            พอตอนบ่ายผมกลับไปถึงบ้านก็รู้สึกประหลาดใจเมื่อมองเห็นเสื้อผ้าที่ตากไว้ข้างนอกเมื่อตอนเช้านั้นร่นเข้าไปตากไว้ภายใต้ถุนเรือนหมด คล้ายกับมีคนช่วยรูดเข้ามาไว้ในที่ร่มใต้ถุนให้พ้นจากเปียกฝน และปรากฏว่าเสื้อผ้าแห้งสนิทผมก็ยังไม่ยอมปักใจเชื่อนักว่าเป็นวิญญาณช่วยให้เสื้อผ้าผมไม่เปียก อาจมีเด็กคนใดคนหนึ่งซึ่งรู้จักผมดีช่วยรูดไปไว้ข้างในใต้ถุนก็เป็นได้ แต่ก็คิดว่าเป็นไปไม่ได้เพราะกลางวันเป็นเวลางาน ไม่มีใครจะปลีกตัวไปได้เพราะทุกคนมีงานทำอยู่ใกล้ชิดกับผมตลอดเวลา จึงมองไม่เห็นทางจะเป็นไปได้อีกประการหนึ่งเด็กพวกนี้คนเดียวสองคนไม่กล้าจะเข้าบริเวณบ้าน เพราะยังหวาดกลัวไม่หาย ผมรู้จักนิสัยดีและก็มีเรื่องแปลกอีกอย่างหนึ่งก็คือบุรุษไปรษณีย์ที่ทำการไปรษณีย์บัวใหญ่ ในตอนกลางวันวันหนึ่งขี่จักรยานนำจดหมายมาส่งที่บ้านซึ่งเข้าใจว่ามีคนเฝ้าอยู่ เมื่อเข้าไปถึงในตัวบ้านบอกว่า “คุณครับออกมารับจดหมาย” เสียงตอบจากภายในบ้านบอกว่า “เอาวางไว้ข้างนอกนั่นแหละ” บุรุษไปรษณีย์นั้นก็ไม่เคยนึกเคยสงสัยว่าในบ้านนั้นไม่มีคนอยู่เพราะผมปิดประตูลงกลอนประตูหน้าแล้วออกทางหลังบ้านและใส่กุญแจเอาไว้

            วันหนึ่งก็มีโทรเลขจากกรุงเทพฯ ถึงผม บุรุษไปรษณีย์ก็ขี่จักรยานนำโทรเลขไปส่งจอดรถจักรยานไว้หน้าบันได ขึ้นไปเคาะประตูร้องเรียกว่า “คุณครับรับโทรเลขครับ” เสียงตอบมาจากภายในบ้านบอกว่า “วางไว้ที่นั่นแหละหรือสอดใต้ประตูก็ได้” บุรุษไปรษณีย์ตอบไปว่า “ไม่ได้ครับต้องเซ็นรับ” “ถ้าอย่างนั้นอ้อมมาทางหลังบ้านซิ” บุรุษไปรษณีย์ผู้นั้นเดินลอดใต้ถุนเพื่อขึ้นบันได้ ยังไม่ทันขึ้นไปเพียงแต่แหงนมองดูที่ประตูเห็นมีตัวกุญแจใส่ในสายยูก็ขนลุกตกใจนึกกลัวขึ้นมาทันทีเพราะนึกได้ว่าบ้านนี้เป็นบ้านผีดุรีบลงจากบ้านแทบไม่ทัน คว้าจักรยานเผ่นขึ้นแล้วรีบขี่ออกจากบ้านโดยด่วนใจคอหายหมด

            นับแต่วันนั้นมาไม่มีบุรุษไปรษณีย์คนใดกล้าไปส่งจดหมายหรือโทรเลขที่บ้านนั้นอีก ได้สั่งคนให้บอกผมว่าให้ไปเซ็นรับเอาที่ทำการไปรษณีย์บัวใหญ่

            ตั้งแต่นั้นมาก็เป็นที่รู้กันทั่วไปว่ามีบุรุษไปรษณีย์บัวใหญ่ถูกผีหลอกกลางวันแสกๆ ในบ้านหลังนั้นและไม่มีบุรุษไปรษณีย์คนใดกล้าไปส่งไปรษณีย์ภัณฑ์ที่บ้านนั้นอีกผมจึงจำเป็นต้องเสียเวลาให้คนไปคอยถามและคอยรับจดหมายและโทรเลขในที่ทำการไปรษณีย์บัวใหญ่ตลอดมา

            เมื่อผมมาทำงานรับเหมาขนลูกรังทำถนนที่อำเภอบัวใหญ่ร่วมกับเพื่อนคือ คุณวิสูตร

สมิตะ กับคุณสมพล มานะมุติ ซึ่งเป็นหุ้นส่วนรับงานชิ้นนี้ด้วยกัน แต่ในบ้านหลังนั้นผมเป็นผู้อยู่ค้างคืนได้คนเดียว ไม่มีวิญญาณหรือสิ่งใดมาก่อกวนตลอดมา มีความสบายด้วยความสงบเรียบร้อยผมเคยบอกมาแล้วว่าแต่มีสิ่งที่น่าสังเกตตลอดเวลาที่ผมอยู่และพักอยู่ภายในบ้านนี้ ผมดับไฟเข้านอนแล้วรู้สึกว่าจะมีร่างของหญิงคนหนึ่งมาอยู่ไม่ห่างไกลจากมุ้งเช่นนี้แทบทุกคืนตั้งแต่เริ่มแรกตลอดมา แต่ผมก็ไม่เคยเห็นหน้าทั้งในเวลาตื่นหรือฝันในเวลาหลับ

            ส่วนเพื่อนๆ และพวกเด็กขับรถเหล่านั้นไม่เคยมาค้างนอนอีกจะมาบ้างก็เมื่อเลิกจากงานตอนเย็นแล้วเพื่อรีบอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วก็ต้องรีบออกจากบ้านไปก่อนย่ำค่ำ หรือก่อน ตะวันจะตกดิน ไปหาที่นอนตามรถบรรทุกที่จอดตามปั๊มน้ำมันส่วนเพื่อนๆ ก็ไปหาที่นอนที่อื่น นี่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นแล้วพร้อมทั้งยังมีพยานรู้เห็นเหตุการณ์เกิดขึ้นครั้งนี้ถึง ๑๒ คน

            ครั้งหนึ่งผมได้กลับลงมาพักที่บ้านกรุงเทพฯ ได้เพียง ๒-๓ วัน คืนหนึ่งผมฝันเห็นผู้หญิงสาวคนหนึ่งเข้ามาในบ้านบอกว่า รถยนต์ที่บรรทุกหินลูกรังนั้นเกิดอุบัติเหตุไปชนกันได้รับความเสียหายมาก สถานที่ชนกันนั้นห่างจากอำเภอบัวใหญ่ ๗ กิโลเมตร เสียหายยับเยิน

            เมื่อผมตื่นขึ้นในตอนเช้าจึงบอกกับภรรยาว่า “ทางบัวใหญ่คงจะเกิดเรื่องรถชนกันเสียหาย การงานคงจะต้องล่าช้าลงไป เห็นจะต้องรีบขึ้นไปดูด่วน”

            ภรรยาผมถามว่า ผมรู้ได้อย่างใด ผมก็บอกว่ามีคนมาเข้าฝันบอก ผมเตรียมตัวจะกลับไปบัวใหญ่ยังไม่ทันออกจากบ้านก็มีโทรเลขด่วนแจ้งถึงเรื่องรถชนกันบอกมาให้รู้ให้รีบไปจัดการ

            และเมื่อผมไปถึงอำเภอบัวใหญ่และไปสถานีตำรวจไปทำความตกลงยอมความและชำระค่าเสียหายด้วยสันติวิธีโดยเรียบร้อยแล้ว จึงเป็นเรื่องแปลกประหลาดมหัศจรรย์ที่เป็นประสบการณ์ในชีวิตของผม การงานของผมก็เรียบร้อยแม้จะเกิดอุบัติเหตุรถชนกันก็ไม่เสียผลประโยชน์อะไรมากนัก

            ผมได้อยู่ในบ้านที่กล่าวถึงนี้ประมาณเกือก ๔ เดือนได้รับความสุขสบายทุกอย่าง และเมื่อการงานเสร็จได้มอบการงานให้ทางบริษัทอิตัลไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว คืนวันสุดท้ายผมได้จุดธูปเทียนกล่าวคำอำลาวิญญาณทั้งหลายและเจ้าที่เจ้าทางก่อนที่จะจากบ้านกลับลงกรุงเทพฯ ผมรู้สึกว่าเวลาพูด แม้จะนึกอยู่เพียงในใจก็มีความตื่นเต้น คล้ายจะต้องจากผู้ที่เรารักใคร่เคารพนับถือ ที่เรายังรู้สึกว่าเป็นผู้มีพระคุณที่ได้ให้ความสุขจากร่มไม้ชายคาอันเป็นการประทับใจจากความรู้สึกตามประเพณีไทยเราแต่เก่าก่อนนั้น

            คืนนั้นผมนอนไม่ใคร่จะหลับ จะเป็นเพราะการตื่นเต้นที่จะได้กลับบ้านกลับช่องหรือยังมีความอาลัยรักบ้านผีสิงหลังนี้ก็ได้ แม้ตัวผมเองก็บอกไม่ถูกว่าเนื่องจากเหตุอย่างไหนแน่ คิดว่าอาจเป็นทั้งสองอย่างคือหนึ่งดีใจที่จะได้กลับบ้านกรุงเทพฯ อีกใจหนึ่งก็ยังระลึกถึงบุญคุณที่ได้รับความสงบสุขสะดวกสบายมาแล้ว จะต้องจากบ้านหลังนี้ไปโดยไม่ทาบว่าอีกเมื่อไหร่จึงจะมีโอกาสได้กลับมาอีก

            คืนนั้นผมหลับๆ ตื่นๆ หลับไม่สนิท จะเป็นอุปาทานหรือผมก็ไม่กล้ารับรอง ดูคล้ายกับว่าวิญญาณหญิงที่เคยมาอยู่ข้างๆ มุ้งในห้องนั้นมีความกระสับกระส่าย จะเป็นเพราะผมได้กล่าวคำอำลาจะจากไปเมื่อก่อนนอน เหมือนจิตใต้สำนึกรู้ขึ้นเอง นึกแล้วก็เศร้าใจอย่างบอกไม่ถูก

            ทำให้ผมคิดว่าประเพณีเก่าๆ ของไทยที่เราปฏิบัติมานั้นมีผลให้เห็นได้ทางความรู้สึก เช่นหากเรามีมิตรจิตเขาก็มีมิตรใจตอบ ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นมนุษย์ หรือสัตว์ หรืออมนุษย์วิญญาณก็มีความรู้สึกเช่นเดียวกันคือไม่ชอบมนุษย์ปากชั่วดังที่ผมได้ประสบมากับตัวเองมาแล้ว

            ผมได้ทราบประวัติเรื่องของบ้านผีสิงหลังนี้จากคุณลุงผู้ดูแลบ้านภายหลัง จึงได้ทราบว่าบ้านหลังนี้สร้างมาหลายปีแล้ว ครั้งแรกก่อนจะเสร็จเรียบร้อย ช่างไม้ปีนขึ้นไปทำจั่วแล้วพลาดตกลงมากระทบพื้นล่างบาดเจ็บสาหัส แล้วทนพิษบาดเจ็บไม่ได้ก็ขาดใจตายและได้ทราบว่าคนงานรถไฟอยู่บ้านพักซึ่งปลูกอยู่เป็นเรือนพักห่างจากตัวบ้านใหญ่มีภรรยาท้องแก่จวนจะคลอด แต่เจ็บท้องลูกไม่ทันออกก็สิ้นใจตายในบริเวณบ้านนี้ แล้วผัวก็หลบหนีไปเห็นจะกลัวความผิด มีคนสันนิษฐานว่าก่อนจะหนีไปคงเอาศพเมียซึ่งตายทั้งกลมฝังไว้ในบริเวณบ้าน เพราะเมื่อก่อนรอบบ้านเป็นต้นกกต้นหญ้าขึ้นรกรุงรัง มีต้นมะม่วงอยู่ ๕ ต้น และมีเรือนแถวข้างล่างคงมีอยู่ก่อนที่จะปลูกตัวเรือนใหญ่มานานแล้ว

            เมื่อบ้านใหญ่ปลูกเสร็จเรียบร้อย เจ้าของบ้านคือนายสถานีได้เข้าไปอยู่ก็ถูกผีหลอกอยู่ตลอดเวลา อยู่ไม่ได้จึงต้องย้ายไปอยู่ที่อื่น บ้านนี้จึงต้องยกให้คนเช่า แต่เมื่อมีผู้มาเช่าก็อยู่ไม่ได้นานเพราะทนผีหลอกไม่ไหว ที่สุดก็ไม่มีใครกล้าเข้าไปอยู่ เป็นที่รู้กันทั่วอำเภอบัวใหญ่ว่าเป็นบ้านผีดุ จนกระทั่งผมและพวกเพื่อนๆ ได้เข้าไปอยู่ก็ได้ประสบการณ์ดังที่บรรยายมานั้น

            สำหรับคุณวิสูตรนั้นบอกว่า กลัวมากที่สุดตั้งแต่เกิดมาไม่เคยกลัวอะไรเลยเพราะมองไม่เห็นตัวเห็นตน อุตส่าห์เปลือยกายเข้าไปเอาถุงทะเลสวมนอนแล้ว ผียังไปลากถุงออกมาเหลือแต่ตัวล่อนจ้อน ซ้ำยังถูกซ้อมทุบตีเตะต่อยอีกบอกว่าเข็ดจริงๆ กลัวจริงๆ และคุณวิสูตร สมิตะ ผู้นี้ปรากกฎว่าเป็นผู้มีความรู้มีการศึกษาสูง ปัจจุบันนี้ทำงานอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่

            ต่อมาผมก็ได้ทราบว่าบ้านหลังนั้นได้รื้อขายไปแล้วที่ดินแห่งนี้ก็ยังทิ้งว่างเปล่าไว้ไม่มีใครกล้าไปปลูกบ้านอยู่และก็ไม่รู้ว่าเปลี่ยนเจ้าของหรือยัง

            เมื่อผมได้มาร่วมกินอาหารเที่ยงกลางเดือนวันพุทธในคณะ “กฎแห่งกรรม” โดยการแนะนำของคุณทัต สิโรรสนำมา ณ ที่ราชนาวีสโมสร มีคุณประวัติ โชติกำจรได้ทราบเรื่องได้ขอสัมภาษณ์ผมขอให้เล่าให้ท่านที่มีเกียรติทั้งหลายซึ่งอยู่ในที่นั้นได้ฟังเป็นเรื่องได้เกิดขึ้นแล้วจากที่ผมได้ประสบกับตัวเองมา

            ในวันนั้นรู้สึกจะมีเรื่องอะไรแปลกๆ คล้ายอาถรรพณ์ คือ เทปที่อัดเสียงขณะที่ผมพูดนั้น พอพูดจบเปิดเทปขึ้นมาเพื่อจะทานข้อความในเทปใหม่ เทปก็หลุดจากม้วนทั้งๆ ที่ไม่น่าจะมีเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้น

            ผมกับคุณประวัติ และนายทหารเรือหลายท่านต้องใช้เวลาบ่ายวันนั้น หลังจากชาวคณะ “กฎแห่งกรรม” ได้ออกจากราชนาวีสโมสรไปหมดแล้ว ผมกับคุณประวัติยังต้องเปลี่ยนเทปใหม่อัดเสียงผมในอีกห้องหนึ่งเป็นห้องเล็กและยังมีนายทหารเรืออีกหลายท่านอยู่ด้วย ปรากฏว่าอัดจบแล้วไม่มีเสียงออกมาต้องเปลี่ยนเทปใหม่อีก คราวนี้ผมได้อัดเสียงอีกเป็นครั้งที่ ๓ แล้วทดลองเปิดดูเห็นข้อความถูกต้องเรียบร้อย ต่อหน้าหลายท่านที่คอยดูคอยฟังอยู่

            เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้วเทปม้วนนี้ได้ส่งไปถึงคุณ ท.แล้วเมื่อฟังแล้วจะได้ถอดออกมาเป็นตัวหนังสือ ก็ปรากฏว่าขาดตกข้อความตอนสำคัญและตอนวิญญาณที่ลอยเข้ามาทางประตูนั้นขาดหายไป แต่เทปม้วนไม่มีช่องว่างเพราะเสียงที่อัดไม่ขาดระยะเก็บเสียงไว้ได้ทุกตอน แต่ก็ประหลาดที่ไม่มีตอนสำคัญ ไม่ทราบหายไปได้อย่างใด

            ผมจึงได้มาบันทึกเทปม้วนใหม่เพื่อให้ได้ข้อความโดยสมบูรณ์และติดต่อกันโดยละเอียดอีกครั้ง รู้สึกคราวนี้เมื่ออัดแล้วได้ข้อความสำคัญเพิ่มเติมขึ้นมาอีก และเมื่อรำลึกย้อนหลังถึงเหตุการณ์เมื่อ ๑๒ ปีที่ผ่านมา มีบางตอนที่หลงลืมก็กลับเข้ามาสู่ความทรงจำอีกครั้งหนึ่ง จึงได้มอบให้คุณ ท. เมื่อวันที่ ๒๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๘ เพื่อจะถอดเทปเรียบเรียงเขียนเรื่องออกมา เพื่อจะเผยแพร่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมต่อไป

            ได้มีท่านผู้มีเกียรติมาถามผมหลายท่านด้วยกันในวันกินอาหารเที่ยงวันนั้นว่า เรื่องผีเรื่องวิญญาณหากเราจะพิสูจน์จะรู้ได้อย่างไรจะเห็นได้อย่างไร ผมบอกว่ามีครับสามารถจะพิสูจน์ให้รู้เห็นได้หากจะไปเมื่อไหร่ก็สามารถไปค้างคืนโดยขออุญาติเจ้าของสถานที่แล้วก็จะได้ประสบการณ์เมื่อนั้น และได้มีผู้ประสบการณ์เห็นวิญญาณในสถานที่นี้มาแล้วมากท่าน หากผู้ประสบการณ์เห็นวิญญาณในสถานที่นี้มาแล้วมากท่าน หากผู้ใดอยากจะพิสูจน์อยากเห็นก็ไม่ยาก โดยเฉพาะท่านที่สนใจจริงๆ เมื่อจะพิสูจน์ให้เห็นว่าผีมีจริงหรือไม่จริง โปรดติดต่อกับผมยินดีแนะนำให้ไปสถานที่นั้นจะไม่ผิดหวัง และสถานที่นั้นอยู่อยู่ในกรุงเทพฯ ไปเมื่อไหร่ได้ค้างคืนก็จะเห็นคืนนั้น วิญญาณนี้เป็นหญิงสูงอายุตัดผมทรงมหาดไทยหรือหลักแจว นุ่งผ้าโจงกระเบนใครไปค้างจะต้องพบกับหญิงผู้นี้และทุกท่านที่เห็นและจะไปครั้งใดเมื่อใดก็จะเห็นเป็นวิญญาณเดียวกันมีอยู่ประจำในสถานที่นี่ตลอดมา ผมขอขอบคุณทุกๆ ท่านที่ได้กรุณาเสียสละเวลาอันมีค่ามาฟังและได้อ่านเรื่องที่ผมเล่ามานี้ซึ่งคงจะได้ประโยชน์บ้างไม่มาก็น้อย

            หากบุญกุศลใดเกิดขึ้นกับท่านที่ได้ฟังได้อ่านรู้ถึงการเวียนว่ายตายเกิด วิญญาณมีจริง บุญบาปมีจริง ชีวิตตายไปแล้วจะต้องไปเสวยกรรมที่ตนเองสร้างไว้เมื่อยังมีชีวิตอยู่ในโลกมนุษย์ หากเรื่องนี้สามารถจะทำให้มนุษย์ละอายต่อการทำบาป บุญกุศลก็จะเกิดขึ้นทางจิตใจ ผมขออุทิศส่วนกุศลอันแด่วิญญาณที่สิงอยู่ในบ้านและสถานที่ตำบลอำเภอบัวใหญ่โปรดได้รับส่วนกุศลผมบุญที่ผมอุทิศให้จงมีความสุขความสบายอย่าได้ทุกข์ยากลำบากต่อไปเลยเรื่องที่ผมเล่าก็สุดสิ้นลงเพียงนี้

        ข้าพเจ้าผู้เรียบเรียงเรื่อง “ปากมนุษย์” โดยนำเรื่องของคุณไพศาล ปิตติพันธ์ มาเขียน







Copyright © 2010 All Rights Reserved.