ReadyPlanet.com
dot dot
dot
คำสอนกรรมฐานจากพระพุทธโอษฐ์
dot
bulletมนุษย์ถือเอาที่พึ่งผิดๆ เป็นสรณะ
bulletอริยมรรคมีองค์แปด
bulletพระมหาสติปัฏฐานสูตร
bulletกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน
bulletเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน
bulletจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน
bulletธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน
bulletปัจฉิมพุทโธวาทปาฐะ
bulletพรหมจรรย์แห่งพระพุทธศาสนา
bulletทางออกจากวัฏฏะสงสาร
bulletปฎิบัติอย่างไรจึงทำที่สุดทุกข์ได้
bullet"สุญญตา"-ธาตุ-ผัสสะ-วิหาร
dot
แผนที่ เข็มทิศ ชัยภูมิ การปฏิบัติธรรม
dot
bulletบูชาพระรัตนตรัย
bulletพระตถาคตเจ้า เกิดขึ้นแล้วในโลก
bulletสัมมาทิฏฐิ
bulletสติปัฏฐาน ๔
bulletวิธีการปฏิบัติธรรม
bulletวิธีการกำหนดรู้
bulletอริยสัจ 4
bulletพระไตรลักษณ์
bulletปฏิจจสมุปบาท
bulletเพชรในหัวคางคก
bulletพระสารีริกธาตุ-ปัจเจกพุทธเจ้า
bulletพระอรหันตธาตุสมัยพุทธกาล
bulletพระอรหันตธาตุสมัยปัจจุบัน
dot
ว่าด้วยแนวทางการปฏิบัติธรรม
dot
bulletสมาทานศีล ๘
bulletคำขอกรรมฐาน
bulletคำลากรรมฐาน
bulletคำขอขมา
bulletปฏิเวธธรรม จากประสบการณ์
bulletบันทึกธรรม จากประสบการณ์
bulletวิธีทำสมถะวิปัสสนา
bulletดวงจิตผู้รู้อยู่ (หลวงปู่สิม)
bulletทวนกระแสจิตมาสู่ดวงจิตผู้รู้
bulletวิธีปฏิบัติธรรมหลวงปู่ดูลย์
bulletการอ่านหรือฟังธรรมให้เป็นธรรม
bulletเครื่องตามรักษา 5 ประการ
bulletการประสารความขัดแย้งภายใน
dot
ข้อคิด-คติธรรม หลวงปู่มั่น
dot
bulletวัตรปฏิบัติ
bulletอุบายปัญญา
bulletโอวาทธรรม
bulletอธิบายธรรม จิตเดิม
bulletอธิบายธรรม อกิริยา
bulletอธิบายธรรม สัตตาวาส ๙
dot
ข้อคิด คติธรรม หลวงปู่ดูลย์
dot
bulletธรรมโอวาท
bulletปรารภธรรมะเรื่องอริยสัจสี่
bulletรู้ให้พร้อม
bulletแนวปฏิบัติที่ถูกต้องและง่าย
bulletเต่า กับ ปลา
bulletผลคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน
bulletนักปฏิบัติลังเลใจ
bulletตื่นอาจารย์
bulletสิ้นชาติขาดภพ
dot
เรื่องเล่ากฏแห่งกรรม
dot
bulletบาปทางใจ
bulletไม่ต้องการสวรรค์
bulletหัวอกพ่อแม่
bulletวัยบาป
bulletวิญญาณคะนอง
bulletปากมนุษย์
bulletโทษของความโลภ
bulletนี่แหละผลกรรม
bulletเมตตา-กรุณา
bulletความฝันลุงยุ้ย
bulletเปรตหลวงพ่อขำ
bulletอานิสงส์ของการสวดพุทธคุณ
bulletสมาธิรักษาโรค
bulletวิญญาณรายงานตัว
bulletหญิงสองร่างนางสองชาติ
bulletใช้หนี้กรรม
bulletตายจากคนไปเกิดเป็นวัว
bulletบวช-ช่วยเตี่ยขึ้นจากนรก
bulletใช้หนี้กรรมสุนัข แมว
bulletตาเคลิ้ม
bulletอานิสงส์ สร้างพระพุทธรูป
bulletอดีตชาติ
bulletเรื่องจริงของการเวียนว่ายตายเกิด
dot
วัดรัตนคูหา ถ้ำผากล้วย แม่เมาะ
dot
bulletแผนที่ไปวัดรัตนคูหา(ถ้ำผากล้วย)
bulletพาแอ่วชุมชน ชมวิถีคนแม่เมาะ
dot
มุมกิจกรรม-ชมรมคนใจสบาย
dot
bulletทานบารมี
bulletภาพกิจกรรมชมรมคนใจสบาย
bulletข่าวชมรมคนใจสบาย
bulletถวายกุฎิคุณากโร ณ วัดรัตนคูหา
bulletไหว้พระดี แดนอีสาน
bulletร่วมสร้างอุโบสถวัดรัตนคูหา
bulletถวายกุฏิกรกช ณ วัดรัตนคูหา
bulletซื้อและติดต้ังปั๊มน้ำบาดาลให้วัด
bulletช่วยกันสร้างแรงบันดาลใจ
bulletสนทนาธรรมกับหลวงพ่อหล
bulletถวายผ้าป่าวัดเขาน้อยปัจเจกธรรม
bulletถวายสังฆทานวัดป่าบ้านโคกเต่า
bulletFacebook รวมภาพกิจกรรม
bulletวิธีป้องกันภัยจากรถสาธารณะ
bulletรักษาตาฟรี ถวายในหลวง
bulletโครงการผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาว
bulletขาเทียมฟรี สำหรับผู้พิการขาขาด
dot
นิทานธรรมะ
dot
bulletแพะระลึกชาติ
bulletคลั่งนิพพาน
bulletฝังลูกนิมิต
bulletอยากได้สวรรค์
dot
ธรรมบท แห่งความดี
dot
bullet ตนเป็นที่พึ่งของตน
bulletโสดาปัตติผล
bulletยมกปาฏิหาริย์
bulletสัตว์โลกมืดบอด
bulletประโยชน์ของตน
bulletผู้เกิดมาเพื่อฆ่าตนเอง
bulletไม่ได้ทรัพย์เมื่อหนุ่ม
dot
Newsletter

dot




เมตตา-กรุณา

เมตตา-กรุณา

 

            หลังจากที่ท่านทนานความได้เล่าเรื่อง “ความดี” แล้วอดีตข้าราชการผู้ใหญ่ท่านก็ได้กรุณาเล่าเรื่อง “เมตตา-กรุณา”ให้เราฟังต่อไปนี้

            ชนบทที่ไม่ห่างไกลจากพระนครมากนัก สำหรับสมัยปัจจุบันที่มีการคมนาคมสะดวก มีทางหลวงตัดผ่าน หมดความหมายที่จะใช้คำว่าไปมาลำบากเพราะมีถนนตัดเข้าหมู่บ้าน รถยนต์วิ่งถึงทุกแห่ง หากจะย้อนหลังไปเมื่อสมัย ๔๐ ปีก่อน พ.ศ. ๒๕๐๐ เมื่อครั้งที่เมืองไทยเรามีชื่อว่าประเทศสยาม ยวดยานในพระนครก็มีแต่รถลาก รถเจ๊ก กับรถม้า เป็นส่วนมาก การไปมาหาสู่ทางไกลๆ ในครั้งนั้นยังไม่สะดวกเหมือนปัจจุบันนี้ ระยะที่ปัจจุบันเดินทางโดยรถยนต์เพียงหนึ่งหรือสองชั่วโมง แต่สมัยก่อนต้องเสียเวลาเป็นวันๆ เพราะภูมิประเทศมีแต่ป่าทุ่งนาหรือท้องทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่ไพศาล บ้านช่องผู้คนไม่ค่อยจะมี การเดินทางนั้นนอกจากจะไปทางรถไฟแล้ว ก็ไปได้ทางน้ำโดยอาศัยเรือเป็นพาหนะ เมื่อรถเรือไปไม่ถึงต้องเดินดังนั้นที่ใกล้จึงดูไกลการไปมาหาสู่เยี่ยมเยือนติดต่อกันจึงเป็นไปได้ด้วยความลำบากทำให้ชาวบ้านแต่ละท้องที่ แต่ละตำบลมีสำเนียงการพูดแปร่งแผกกันออกไป เพียงแต่ชานเมืองหลวงแค่ตำบลมักกะสันเท่านั้นก็นับว่าเป็นชนบทที่ไกลเมืองหลวง สำเนียงที่พูดก็แปร่งผิดกับสำเนียงในกรุง ส่วนพวกชาวบ้านตามชนบทเหล่านั้นจะเดินทางเข้ามาในพระนครคราวใดก็เป็นเรื่องใหญ่ราวกับว่าอยู่กันคนละเมือง ผู้ใหญ่จะมาพระนครสักครั้งก็มักจะถามลูกหลานว่า

            “เฮ้ย! ข้าจะไปบางกอก พวกเอ็งจะเอาอะไรบ้างวะ” เพราะทางชนบทยังไม่เจริญ ร้านค้าไม่ค่อยมี การเข้ากรุงก็ยังต้องสั่งเสียลูกหลานให้คอยดูแลบ้านช่องให้ดีเพื่อว่ากลับไม่ทันก็จะต้องค้างที่บางกอก เหตุการณ์แต่ละสมัยตลอดจนจิตใจของคนจึงไม่เหมือนกัน เพราะสิ่งแวดล้อมและความเป็นอยู่ ดังที่ท่านอดีตข้าราชการได้ทราบมาจากผู้ที่ประสบเหตุการณ์ในสมัยนั้นผู้หนึ่ง เรื่องนี้เกิดขึ้นในชนบทที่ห่างไกลจากพระนครระยะเดินทางในเวลาวันเดียวไม่ถึง

            บ่ายวันหนึ่ง ที่โรงนาหรือบ้านชาวนาสร้างขึ้นหยาบๆอยู่โดดเดี่ยวบนโคกที่ถมดินไว้สูงกลางนาหลังคามุงด้วยจากฝาบ้านกั้นด้วยไม้ไผ่ขัดแตะ พื้นบ้านเป็นดินถูกปรับเป็นผืนเดียวอย่างเรียบ มีแคร่ไม้ไผ่สำหรับนอนและนั่งเล่นอยู่ติดฝาข้างหนึ่ง ประตูโรงนาก็เป็นไม้ไผ่ขัดแตะและช่องหน้าต่างก็ทำด้วยแผงไม้ไผ่ เวลาเปิดทีใช้ไม้ค้ำเพื่อให้แสงสว่างและลมผ่านเข้ามาได้ ที่บ้านนี้เป็นที่อยู่อาศัยของครอบครัวหนึ่งมีพ่อแม่และลูกหญิง ๒ คน คนโตอายุ ๘ ขวบ ไว้ผมจุก คนเล็กอายุ ๓ ขวบ

            บ่ายวันหนึ่ง เด็กหญิงผู้ที่กำลังไกวเปลร้องเพลงเห่กล่อมน้องให้หลับอยู่ในโรงนาเป็นเวลาที่ข้างนอกแดดกำลังร้อนจัด เพราะเพิ่งจะเลยเที่ยงวันไปไม่นานนัก พ่อกับแม่ของเด็กหญิงไม่อยู่บ้านทิ้งให้ลูกสาวคนโตเลี้ยงน้องอยู่เฝ้าบ้านเด็กหญิงผู้พี่เมื่อป้อนข้าวน้องแล้ว ก็เอาใส่เปลเห่กล่อมให้หลับเพื่อตัวเองจะได้กินข้าว บ้านหลังนี้ตั้งอยู่โดดเดี่ยวไม่มีเพื่อนบ้านใกล้เคียง ในโรงนาหรือบ้านนี้นอกจากเครื่องใช้ที่จำเป็นสำหรับครอบครัวชาวนาทั่วๆ ไปแล้ว ก็ไม่มีอะไรแสดงถึงความฟุ่มเฟือยในสิ่งที่ไม่เกี่ยวกับการครองชีพและชีวิตประจำวัน เป็นครอบครัวชาวนาที่ไม่มีสมบัติที่มีราคาอยู่ในบ้าน แต่สิ่งที่แปลกก็คือมีใบฎีกาชวนเชิญให้ไปทำบุญร่วมการกุศลของวัดต่างๆ หลายใบติดไว้ที่บานประตูไม้ไผ่สานเป็นแถว สมัยนั้นฎีกาบอกบุญเป็นแผ่นเล็กๆ บรรจุข้อความสามสี่บรรทัด ไม่มีซองสำหรับบริจาคชวนเชิญให้ไปที่วัดเท่านั้น ไม่มีชื่อกรรมการหรือชื่อบุคคลเหมือนปัจจุบันเป็นฎีกาแผ่กุศลมายังทายกทายิกาลลอยๆ อีกสิ่งหนึ่งที่สะดุดตาก็คือ บนหัวนอนมีหิ้งมีรูปพระพุทธรูปใส่กรอบไว้เคารพบูชา มีกระถางธูปเชิงเทียนและแจกันปักดอกไม้แสดงว่าครอบครัวนี้แม้จะขัดสนจนยากแต่ก็มีความเคารพนับถือพระพุทธศาสนาเป็นที่พึ่ง

            ขณะที่เด็กหญิงกำลังส่งเสียงแจ้วๆ เห่กล่อมน้องด้วยเพลงของชาวบ้านทั่วๆ ไป ทันใดนั้นก็มีชายสูงอายุผู้หนึ่งแต่งกายผิดแปลกไปจากชาวบ้านทั่วๆ ไปในแถบนั้น นุ่งผ้าโจงกระเบนใส่เสื้อนอกใส่รองเท้า แต่ไม่ใส่หมวก ไม่มีลูกกระดุมเสื้อ เหงื่อชุมตัว ท่าทางอิดโรย เดินโซเซเข้ามาในโรงนาเด็กหญิงมองดูอย่างตกใจ แต่เมื่อเห็นชายสูงอายุทำท่าเซจะล้มคล้ายกับมีสิ่งดลใจตามสัญชาตญาณเกิดความสงสารทำให้เด็กหญิงทั้งสายเชือกเปลที่กำลังไกวน้องอยู่วิ่งเข้าไปช่วยพยุง แม้ตัวจะเล็กแต่จิตใจสูง จึงทำให้ชายสูงอายุได้เกาะบ่าเด็กหญิงไว้ทันก่อนที่จะล้มลง เด็กหญิงค่อยๆ พยุงไปที่แคร่ไม้ไผ่ ผู้เฒ่านั่งลงหอบด้วยความเหน็ดเหนื่อย เด็กหญิงจ้องดูด้วยความสงสัน แต่ไม่พูดไม่ถามอะไรทั้งสิ้นเพราะเห็นว่าท่านผู้เฒ่ายังเหนื่อยอ่อนอิดโรยอยู่มาก และกำลังหายใจหอบ คำแรกที่ออกมาจากปากผู้เฒ่าซึ่งเด็กหญิงได้ยินก็คือ

            “น้ำ ขอน้ำกินหน่อย หิวน้ำเต็มทน คอแป้งเหลือเกิน”

            เด็กหญิงได้ยินเช่นนั้นก็ไม่รอช้า รีบจัดแจงไปหยิบขันทองเหลืองตรงไปจ้วงขันลงในตุ่มน้ำฝนเพียงครึ่งขัน แต่ไม่ลืมรูดปลายตับจากที่มุงหลังคาตอนชายคาบ้านซึ่งเก่าและกรอบลงไปในขันน้ำด้วยแล้วก็ส่งให้ ผู้เฒ่าเมื่อเห็นเช่นนั้นก็ไม่พอใจที่เด็กหญิงโรยใบจากลงไปลอยอยู่ในขัน ทั้งน้ำก็มีสีเหลืองคล้ายใส่ชาจีนอยู่แล้ว ถ้าเป็นเวลาปกติก็คงดื่มไม่ลง แต่ด้วยความหิวกระหายเป็นกำลังและไม่มีทางเลือกท่านจึงเป่าใบจากให้ลอยห่างออกไปแล้วค่อยๆ ดื่มอย่างไม่ค่อยทันใจ เมื่อดื่มน้ำพอแก้กระหายแล้วพักอยู่ครู่หนึ่ง พอหายเหนื่อย ท่านจึงเงยหน้าขึ้นมองดูเด็กหญิงแล้วพูดขึ้นว่า

            “ฉันได้กินน้ำเข้าไปค่อยมีแรงขึ้นหน่อย แต่เออ! ทำไมน้ำจึงมีสีเหลืองเหมือนใส่ชาแต่ก็จืดสนิทดี  แล้วทำไมแม่หนูถึงต้องดึงใบจากโรยลงไปด้วยล่ะ ทำให้ฉันเกือบจะโกรธเพราะกำลังคอแห้งกระหายน้ำจะขาดใจอยู่แล้ว นึกว่าจะดื่มน้ำให้สมอยาก แต่ก็คิดว่าแม่หนูคงมีเหตุผลจึงได้ทำเช่นนั้น น้ำของแม่หนูขันนี้มีค่ามาก ทำให้ฉันชุ่มชื้นมีกำลังเป็นกอง ถ้าไม่ได้กินคงจะขาดใจตาย ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยหิวน้ำมากเหมือนคราวนี้เลย ไหนแม่หนูลองเล่าให้ฉันฟังซิว่าทำไมถึงเอาเศษใบจากมุงหลังคาใส่ลงไปในน้ำ” เด็กหญิงได้ยินเช่นนั้นก็บอกว่า

        น้ำนี่เป็นน้ำฝน เหลืองก็เพราะหลังคาจากจ้ะตา และพ่อของหนูเคยสั่งสอนไว้ว่า บ้านเราอยู่กลางท้องไร่ท้องนาไกลจากหมู่บ้าน ถ้าพ่อแม่ไม่อยู่มีใครมาขอน้ำกิน ถ้าเห็นเขาคอแห้งหิวมาก ก็ให้ตักน้ำฝนในตุ่มแล้วรูดใบจากชายคาใส่ลงไปเขาจะค่อยๆ ดื่ม ถ้าไม่ใส่ใบจากลงไปเขาก็จะรีบดื่มๆ แทบไม่ยอมหายใจเพราะความอยาก แล้วก็อาจเกิดโทษขึ้นเพราะจะทำให้สำลักน้ำหรือจุกตาย พ่อบอกไว้อย่างนี้หนูก็ต้องทำตาม หนูเห็นตาเหนื่อยและอยากน้ำมาก คิดว่าตารู้แล้วคงไม่โกรธหนูนะจ๊ะตา”

            ท่านผู้เฒ่ามองดูเด็กหญิงตัวเล็กๆ ด้วยความเอ็นดูและสงสาร แล้วน้ำตาไหลพลางพูดว่า

            “โอ้! ฉันไม่โกรธแม่หนูหรอก แม่หนูทำถูกแล้ว เพราะถ้าไม่ทำเช่นนั้นฉันอาจสำลักน้ำจุกตายก็ได้ แต่ฉันยังไม่ได้กินข้าวเลย หิวข้าวจนแสบท้องแล้วได้กินน้ำก็ค่อยยังชั่วหน่อยตลอดวันนี้ฉันยังไม่ได้กินข้าว แม่หนูมีข้าวเย็นเหลือบ้างไหมขอให้ฉันกินแก้หิวบ้าง เกิดมาฉันไม่เคยนึกว่าจะต้องมาขอข้าวขอน้ำใครกิน”

        เด็กหญิงมองดูผู้เฒ่าอย่างน่าสงสาร และเห็นใจแล้วพูดว่า

            “โถ ตาคงหิวมากนะจ๊ะ หิวจนไม่มีแรงเดิน หนูก็เพิ่งป้อนให้น้องกินก่อนลงเปลนอน แต่ไม่เป็นไรยังมีข้าวเย็นเหลืออยู่บ้าง ไข่เค็มอีกซีกหนึ่งหนูจะไปเอามาให้”

            เสียงท่านผู้เฒ่าพูดว่า “จริงแม่หนู ฉันหิวแล้วก็ไม่มีแรงแม่หนูเป็นเด็กดีจริงๆ”

            เด็กหญิงแกว่งเปลให้แรงขึ้นแล้ว ก็รีบคดข้าวจนหมดหม้อ ได้มาครึ่งจานพร้อมทั้งไข่เค็มครึ่งซีกมาส่งให้ท่านผู้เฒ่าแล้วก็นั่งดูชายสูงอายุกินอย่างเอร็ดอร่อยเพราะกำลังหิวแต่เมื่อท่านผู้เฒ่ากินข้าวหมดจานแล้วก็นึกขึ้นได้จึงถามเด็กหญิงว่า

            “ข้าวที่ฉันกินนี่ มันเป็นข้าวสำหรับของแม่หนูกินกลางวันไม่ใช่หรือ แม่หนูยังไม่ได้กินข้าวใช่ไหม นี่ฉันมาแย่งข้าวของแม่หนูกินเสียหมดแล้ว” ท่านผู้เฒ่าพูดอย่างตำหนิตัวเองแต่เด็กหญิงหัวเราะแล้วพูดว่า

            “หนูไม่หิวหรอกจ้ะตา หนูเห็นตาหิวและตาก็กินได้ หนูก็ดีใจมาก ส่วนน้องอิ่มแล้วจ้ะตา เขาว่าคนแก่หิวมากๆ แล้วเป็นลม หนูเป็นเด็กไม่เป็นอะไร” เสียงท่านผู้เฒ่าบ่นพึมพำอยู่ในลำคอว่า “แม่คุณ แม่หนู ช่างน่ารัก เด็กท้องนาแท้ๆ ช่างใจดีจริงๆ” เด็กหญิงถามขึ้นว่า

            “ตายังคงไม่อิ่มใช่ไหมจ้ะตา หนูจะหุงข้าวต้มให้กิน” ท่านผู้เฒ่าตอบว่า

            “ดีเหมือนกันเพราะแม่หนูยังไม่ได้กินข้าว” เสียงเด็กหญิงหัวเราะแล้วพูดว่า “หนูไม่หิวจ้ะตา เดี๋ยวหนูจะไปต้มข้าวต้มแล้วปิ้งปลาเค็มให้นะจ๊ะตา” พูดแล้วหนูน้อยแกว่งเปลให้แรงขึ้น เพื่อไม่ให้น้องตื่น พอเห็นน้องพลิกตัวก็รีบร้องเพลงกล่อมให้หลับต่อไป แล้วจึงรีบเข้าไปในครัวติดไฟซาวข้าวตั้งหม้อด้วยความชำนาญตามที่พ่อแม่ได้เคยสั่งสอนไว้ แต่ก็ไม่ลืมแวะมาไกวเปลเมื่อจวนจะหยุด แกทำงานสลับกันไปด้วยความว่องไว พอข้าวต้มสุกแกก็ยกหม้อข้าวลงแล้วเอาไม้ตับปลามาหนีบปลาเค็มปิ้งกลับไปกลับมาบนเตาจนสุก ไม่ช้าก็ตักข้าวต้มและมีปลาเค็มใส่จานมาตั้งให้ผู้เฒ่า ซึ่งนั่งมองดูเด็กหญิงอยู่ด้วยความนิยม ข้าวสุกครึ่งตานและไข่เค็มครึ่งซีกนั้น ยังไม่ทำให้ท่านผู้เฒ่าหายหิวได้ เมื่อเห็นเด็กหญิงยกข้าวต้มร้อนๆ ออกมาก็ไม่ได้รอช้า ค่อยๆ ตักข้าวต้ม ซึ่งปรุงโดยฝีมือของเด็กหญิงบ้านนาจนๆ คนหนึ่งพอคลายความร้อนลงแล้วก็ตักใส่ปากอย่างเอร็ดอร่อยพลางเรียกเด็กหญิงให้มากินร่วมกันและได้สนิทสนมกันรวดเร็ว ในความรู้สึกของท่านผู้เฒ่ามันเป็นอาหารที่วิเศษมีรสอันโอชา ท่านรับประทานได้มากกว่าธรรมดา แล้วจึงพูดว่า

            “แหม! ข้าวต้มของแม่หนูนี่อร่อยจริงๆ ฉันไม่เคยกินข้าวมากอย่างนี้เลย คนที่บ้านฉันต้มไม่เคยอร่อยอย่างนี้ทั้งปลาเค็มปิ้งก็หอมไม่เค็มมาก มันช่างดีแท้ๆ”

            เด็กหญิงถูกชมเข้าก็อายม้วนไปมา พูดอะไรไม่ถูกตามความรู้สึกของเด็ก ซึ่งไม่เคยมีใครชมมาก่อนเลยในชีวิต แต่แล้วท่านผู้เฒ่าก็ถามขึ้นว่า

            “นี่พ่อแม่ของหนูไปไหลล่ะ จึงทิ้งแม่หนูไว้เพียงสองคนพี่น้องอยู่กลางทุ่งอย่างนี้”

            เด็กหญิงตอบว่า “พ่อหนูไปอำเภอ แม่ไปตัดฟืนในป่าสะแก กว่าจะกลับถึงบ้านก็เย็นๆ แล้วทำไมตาจึงมาที่นี่ล่ะจ๊ะ”

            ผู้เฒ่ายิ้มตอบว่า “ฉันหลงทางมาจ้ะแม่หนู ฉันต้องเดินมากลางแดด ลำบากเหลือเกิน ไม่เคยเดินไกลๆ มาก่อนแถวนี้ไม่มีบ้านเลย พบบ้านแม่หนูเป็นบ้านแรกจึงแวะเข้ามาขอน้ำกิน และขอนั่งพักอาศัยพอให้มีแรงหน่อยก็จะไป ฉันอ่อนใจเต็มทีเดินแทบไม่ไหวอยู่แล้ว ถ้าหากไม่พบบ้านแม่หนูต้องเดินไกลกว่านี้ ฉันคงหมดแรงหมดกำลังลงนอนกลางดินแน่”

            เมื่อเด็กหญิงได้ฟังก็รู้สึกสงสารที่ผู้เฒ่าต้องบุกกลางทุ่งนามาได้รับความเหน็ดเหนื่อยอ่อนเพลียมาก จึงพูดว่า

            “ตาจะพักผ่อนหลับนอนก็ได้ หนูจะไปเอาหมอนหนุนหัวมาให้” ว่าแล้วเด็กน้อยก็วิ่งเข้าไปค้นหาหมอนของพ่อแม่มาได้ใบหนึ่ง ซึ่งไม่ค่อยสะอาดนัก ผู้เฒ่าพึมพำขอบใจแล้วเอนตัวลงนอนบนแคร่ด้วยความอ่อนเพลีย ไม่ช้าก็หลับเด็กหญิงนั่งมองดูผู้เฒ่า และนึกอะไรไปตามภาษาเด็กๆ พอน้องตื่นเด็กหญิงก็รีบอุ้มลงจากเปล รีบออกจากโรงนา กลัวว่าเสียงร้องไห้ของน้องจะรบกวนผู้เฒ่า

            ครั้งถึงเวลาเย็น แม่กลับจากป่าสะแก ลูกสาวก็อุ้มน้องเข้าสะเอวยืนคอยรับหน้าแม่อยู่นอกบ้าน พอเห็นหน้าแม่ก็รายงานว่า

            “แม่จ๋า วันนี้มีคนแก่เดินหลงทางมาถึงบ้านเราจ้ะแม่แกหิวน้ำมาก หนูเลยตักน้ำให้กิน แล้วแกก็หิวข้าวด้วย หนูก็ให้ข้าวกลางวันของหนูให้กินแต่ยังไม่อิ่มหนูก็เลยต้มข้าวให้กินแกบอกว่าอร่อยจ้ะ พอกินข้าวแล้วแกก็อ่อนใจเลยนอนหลับอยู่ที่แคร่ แม่จ๊ะหนูสงสารแกม้ากมาก แล้วยังเดินทางมาไกลอีก หนูจึงรีบออกมาคอยบอกแม่ ประเดี๋ยวแม่จะทำให้แกตื่นเพราะแม่ไม่รู้”

            แม่ยืนถือมีดตัดฟืนฟังลูกสาวรายงานจนจบ จึงพูดว่า “เออ ดีแล้วอีหนู คนแก่คนเฒ่าจงนับถือเหมือนปู่ย่าตายาย เมื่อหลงทางมาก็ให้แกพักพิง เท่าที่เราจะให้ได้ก็เป็นบุญเหมือนกันนะลูก แต่เราก็ยากจนไม่ใช่มั่งมีอะไรนัก เอาเถิดลูกกลับเข้าไปในบ้านเถิด ประเดี๋ยวจะได้หุงข้าว พอพ่อเจ้าเขากลับมาจากอำเภอคงจะมีอะไรติดไม้ติดมือมาบ้าง ก็จะได้เลี้ยงดูกันตามมีตามเกิด” ว่าแล้วแม่ลูกก็ย่องเข้าไปในบ้านจัดแจงหุงหาอาหารเพื่อแขกผู้เฒ่าเป็นพิเศษ

            ส่วนผู้เฒ่านอนหลับ พอดีตื่นรู้สึกตัวได้ยินเสียงสองแม่ลูกพูดกันอยู่นอกบ้าน ก็นึกในใจว่าบ้านนานี่แม้จะยากจนแต่ก็จิตใจดีทั้งเด็กและผู้ใหญ่ พยายามจะลุกขึ้นแต่เมื่อยจนลุกไม่ไหว แล้วก็หลับไปอีก

            พอเย็นมากชายผู้เป็นพ่อของเด็กหญิงก็กลับมาถึงบ้านเด็กหญิงก็คอยไปดักบอกผู้เป็นพ่ออยู่นอกบ้านเช่นกัน ชายผู้พ่อก็มิได้ว่าอะไรนอกจากบอกกับลูกสาวว่า

            “เออ! อีจุก เอ็งทำไปเช่นนั้นก็ดีแล้วลูก ได้บุญนะช่วยคนแก่คนเฒ่าหลงทางเช่นนี้ ถ้าเราเกิดชาติหน้าคงไม่ยากจน เอ็งทำอย่างนี้พ่อก็ดีใจ”

            แล้วพ่อก็ย่องเข้าไปในบ้าน นำของที่ซื้อมาจากอำเภอมอบให้ภรรยาจัดการหุงต้มตามใจชอบ เพื่อจะได้รับรองแขกผู้เฒ่าตามสภาพของชาวนาเทาที่จะมีได้ การพูดจากันก็ซุบซิบระหว่างพ่อแม่ลูกไม่ให้เสียงดังเป็นที่รบกวนการนอนของชายผู้เฒ่า ในไม่ช้าหญิงผู้เป็นแม่ก็ปรุงจัดอาหารเสร็จเรียบร้อย และจัดใส่ถ้วยชามดีที่สุดเท่าที่มีอยู่ และจัดใส่สำหรับเท่าที่จะทำได้คอยเวลาให้ผู้เฒ่าตื่นจะได้รับประทานอาหาร คอยแล้วคอยอีกก็ยังไม่มีท่าว่าผู้เฒ่าจะตื่นผู้เป็นแม่เกรงว่าอาหารจะเย็นเสียหมดจึงกระซิบลูกสาวให้ค่อยๆ กระซิบปลุกผู้เฒ่า เพื่อจะได้รับประทานอาหารลูกสาวจึงค่อยๆ ไปเขย่าผู้เฒ่าพลางพูดว่า

            “ตาจ๋า ลุกขึ้นมากินข้าวเถิดจ้ะ ประเดี๋ยวจะเย็นหมดลุกขึ้นเถิดจ้ะตา เวลาเย็นมากแล้ว”

            แม้เด็กหญิงจะพยายามปลุกเท่าไร ผู้เฒ่าก็ยังไม่รู้สึกทำให้ชายผู้เป็นพ่อของเด็กรู้สึกร้อนใจมาก จึงตรงเข้าไปจับตัว เห็นตัวผู้เฒ่าร้อนจัดก็ตกใจหันไปบอกภรรยาด้วยเสียงกระซิบว่า

            “ถ้าจะเป็นไข้เสียแล้ว ทำยังไงดีล่ะ”

            ภรรยาก็ตกใจตอบว่า “ยาเขียวใหญ่ในบ้านเราก็มีลองให้แกกินซิพี่”

            และในไม่ช้าทั้งผัวเมียและบุตรสาวก็กุลีกุจอละลายยาเขียวใหญ่ ซึ่งเป็นยาประจำบ้านในสมัยนั้น พยายามจะให้ท่านผู้เฒ่าดื่มเมื่อตื่นมา ความอ่อนเพลียทำให้ผู้เฒ่านอนอย่างสลบไสล แต่เมื่อถูกปลุกนานเข้าก็ได้สติลุกขึ้นมา ก็รู้สึกแปลกใจถามขึ้นว่า

            “นี่ฉันอยู่ที่ไหน ใครเป็นคนพาฉันมา”

            สองผัวเมียมองดูตากันแล้วหันไปมองดูลูกสาวคนโตคล้ายจะถามว่า นี่จะทำอย่างไรดีล่ะ ลูกสาวรู้ความหมายดีจึงเข้าไปพูดว่า

            “ตาหลงทางมาเมื่อตอนบ่าย ตาจำได้ไหมจ๊ะ หนูยังตักน้ำให้ตากิน แล้วรูดในจากชายคาลงไปในขันน้ำ แล้วให้ข้าวเย็นตากินยังไม่อิ่ม ยังต้มข้าวให้ตากินอีกไงจ๊ะ ตาจำได้หรือยัง?”

            ผู้เฒ่านั่งมองหน้าเด็กหญิงนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงพูดว่า

            “เออ ถ้าจะจริง ฉันจำได้แล้ว ฉันมาเรือเมล์แล้วก็มาลงเรือจ้างเข้าคลองซอย ฉันจะไปบ้านนายกองนาเป็นกำนันแต่คนเรือมันพามาผิดทาง มันพาไปห่างไกลบ้านคนมันก็จอดอ้ายคนแจวหัวมันหยิบมีดดาบขึ้นมาลับกับหิน ฉันก็ใจไม่ดีไม่รู้ว่ามันจะทำอะไร มันคงจะทุจริต เพราะมันจอดเรือเฉยอยู่ในที่เปลี่ยวไม่มีบ้านช่องคน เห็นแต่ทุ่งนาสุดลูกหูลูกตาฉันถามมันว่า

        “ทำไมถึงไม่ไป จอดเรืออยู่ทำไม” มันนั่งลับมีดเฉยทำทองไม่รู้ร้อน ส่วนไอ้คนแจวท้ายมันก็นั่งสูบบุหรี่ใบจากเฉยอยู่ไม่พูดไม่จา ทีแรกฉันรู้สึกฉิวและโกรธ แต่นึกว่าไม่ควรประมาก คิดดูแล้วว่าจะทำอะไรมันไม่ได้ มีแต่จะเสียท่ามันเพราะฉันแก่แล้ว อาวุธก็ไม่มีติดตัวจะขัดใจมันก็จะถูกทำร้ายควรรักษาตัวรอดดีกว่า จึงพูดดีกับมันว่า

            “แกจะเอาอะไรบอกมาฉันก็จะให้ จะได้ออกเรือไปเสียที” อ้ายคนลับมีดมันไม่พูดอะไร ทำหูทวนลมตั้งหน้าตั้งตาลับมีดแล้วก็เอามาลูบดูว่าคมหรือยัง อ้ายคนท้ายมันพูดว่า

            “เขาต้องการเงินครับ ถ้ามีเงินก็ไปเร็ว”

            ฉันฟังมันแล้วมาคิดดูว่า ถ้าเราขัดขืนไม่ยอมให้มันก็เห็นจะเจ็บตัวจึงถามว่า “เอาเท่าไหร่” มันบอกว่าเอาเท่าที่ท่านมีอยู่ในตัว ฉันหยิบเงินออกมาให้มันแล้วบอกว่ามีอยู่สิบตำลึง มันตาลุกเพราะคงไม่นึกว่าฉันจะพกเงินบาทมามากแต่ความโลภมันถามอีกว่า “ยังมีอะไรอีกไหม”

            ฉันบอกว่า “เงินมีอยู่เท่านี้แหละไม่มีอีกแล้ว” มันขู่ว่า “อย่าโกหกนะ ถ้าผมค้นได้ท่านจะเจ็บตัว เอามาให้เสียดีๆ”

            ฉันจึงบอกว่า “ฉันแก่แล้ว ฉันพูดปดไม่เป็น ฉันยังมีนาฬิกาพกเรือนทองพร้อมสายอีกเรือนหนึ่งเท่านั้นราคาหลายชั่ง เอ้อ! แล้วก็กระดุมนากอีก ๕ เม็ดเท่าที่เห็นนี่แหละ” ที่สุดมันก็เอาไปหมด หมวกไหมสับปะรด ๑ ใบ ไม้เท้าหัวเลี่ยมนาก ๑ อัน แล้วมันก็เอาเงินคืนมาให้ฉัน ๒ บาทพร้อมทั้งหมากห่ออยู่ในผ้าแดงหนึ่งห่อ แล้วมันก็ไล่ฉันขึ้นฝั่งบอกให้เดินไป เพราะถ้าส่งฉันถึงบ้านกำนันมันกลัวถูกจับฉันจึงต้องเดินตั้งแต่เช้าจนบ่าย ผ่านทุ่งมาเมื่อเห็นหลังคาบ้านไกลลิบๆ อยู่ข้างหน้า ฉันก็แข็งใจเดินมาพบแม่หนูเรื่องมันก็มีเท่านี้แหละ”

            เมื่อได้ยินผู้เฒ่าเล่าเรื่องนี้ต่างก็มีความสงสาร แล้วสองคนผัวเมียก็แนะนำว่า ควรจะไปบอกกำนันผู้ใหญ่บ้านหรือกรมการอำเภอ เพื่อจะได้ติดตามคนใจชั่วทั้งสองต่อไป แต่ท่านผู้เฒ่านั้นไม่อยากจะให้เรื่องราวอื้อฉาวใหญ่โต จึงไม่ยอมไปแจ้งตามที่สองผัวเมียแนะให้ และยังขอให้สองผัวเมียช่วยปิดเป็นความลับ อย่าได้บอกใครรู้เป็นอันขาดสองผัวเมียก็รับคำ ท่านผู้เฒ่าต้องพักอยู่ที่บ้านนากลางทุ่งโดดเดี่ยวหลังนั้นต่อไป เพราะยังเป็นไข้เมื่อยขบไปทั่วสรรพางค์กาย เด็กหญิงก็ยินดีรับใช้ช่วยบีบนวดตามแต่กำลังจะทำได้ด้วยความเต็มใจ การพักอยู่ที่นั่นทำให้ผู้เฒ่ามองเห็นชีวิตของชาวนาครอบครัวนี้ว่า ถึงจะยากจนทางทรัพย์สิน ส่วนจิตใจนั้นมีทั้งความรู้สึกสงสารเห็นอกเห็นใจทำให้ผู้เฒ่าเมตตารักใคร่เด็กหญิงทั้งสองและพ่อแม่ของแม่หนูยิ่งขึ้น เมื่อพักอยู่จนอาการไข้ดีขึ้นและอ่อนเพลียหายร่างกายเข้าสู่สภาพปกติ ระหว่างที่พักอยู่ที่บ้านนาท่านก็อาศัยเด็กหญิงเป็นผู้เอาใจใส่ดูแลก่อนที่จะจากบ้านนา ทำให้ผู้เฒ่ามีความอาลัยรักใคร่เอ็นดูเด็กหญิงยิ่งนัก เด็กหญิงทั้งสองก็มีความอาลัยรักใคร่ในตัวท่านไม่น้อย ก่อนจะเดินทางกลับท่านผู้เฒ่าได้ขอร้องให้ชายผู้เป็นสามีช่วยไปส่งถึงอำเภอแล้วก็จะกลับเอง ท่านได้แสดงความขอบใจและมีความเป็นห่วงเด็กหญิงตัวน้อยๆ ที่ได้เอาใจใส่อย่างดี นับว่าทำบุญคุณไว้แก่ท่านมาก ท่านจึงเรียกเด็กหญิงทั้งสองคนซึ่งยังไม่มีชื่อจริงมีแต่ชื่อเล่น คนโตนั้นไว้จุกพ่อแม่จึงเรียกว่าอีกจุก และน้องสาวซึ่งพ่อแม่เรียกว่าอีแดงเข้ามา และได้บอกกับสองผัวเมียว่า ท่านอยากจะตั้งชื่อให้เด็กสองเสียใหม่ ซึ่งทั้งสองผัวเมียก็ไม่ขัดข้อง ฉะนั้นท่านผู้เฒ่าจึงตั้งชื่อให้เด็กคนโตว่า “เมตต” ส่วนน้องเล็กท่านได้ตั้งชื่อว่า “กรุณา” ตั้งชื่อให้แล้วก็ให้ศีลให้พรเพื่อให้อยู่เย็นเป็นสุขเป็นสิริมงคลต่อจากนั้นท่านผู้เฒ่าก็ได้บอกลาแม่ของเด็กและเด็กทั้งสองเพื่อเดินทางกลับกรุงเทพฯ ทั้งสองสามีภรรยามีความอาลัยท่านมาก แต่ก็ไม่ทราบว่าท่านคือใครอยู่ที่ไหน เพียงแต่ท่านบอกว่า เมื่อกลับถึงบ้านแล้วจะส่งข่าวมาให้ทราบ

            เมื่อท่านเดินออกจากบ้าน เด็กหญิงผู้พี่ก็วิ่งมากอดขาร้องไห้ด้วยความรักอาลัยตามความรู้สึกของเด็กๆ ทำให้ผู้เฒ่าน้ำตาร่วง และพยายามปลอบโยนว่าตาจะหาเวลามาเยี่ยมภายหลัง

            หลังจากผู้เฒ่าได้เดินทางกลับไปแล้ว รู้สึกว่าเด็กหญิง “เมตตา” ซึ่งท่านผู้เฒ่าตั้งชื่อให้เป็นอนุสรณ์มีความเงียบเหงาลงไปมาก แต่แล้วต่อมาไม่นานนักพวกพนักงานอำเภอและที่ดิน พร้อมด้วยกำนันผู้ใหญ่บ้านก็มาหาที่บ้านกลางนา บอกให้ไปรับโอนที่นา ๒๐๐ ไร่ ในนามของเด็กหญิงเมตตาและเด็กหญิงกรุณา เรื่องนี้ทำให้สองสามีภรรยาตกตะลึงเพราะไม่นึกฝันว่าจะได้รับลาภก้อนใหญ่เช่นนี้มาก่อนความจริงที่นาในสมัยนั้นราคาไม่แพง แต่สำหรับคนจนไม่เคยมีที่นาเป็นของตนเองย่อมมีค่า แต่ก็ยังสงสัยว่าจะผิดตัวจึงถามคณะกรรมการอำเภอให้แน่นอนใจ แต่ก็ได้การยืนยันหลักฐานต่างๆ เช่นชื่อของเด็กหญิงทั้งสองก็ตรงกันชื่อเมตตากับกรุณา ซึ่งท่านผู้เฒ่าเป็นผู้ตั้งให้และชื่อพ่อแม่ถูกต้อง จนทำให้สองผัวเมียตื่นเต้นจนทำอะไรไม่ถูกตลอดวันเพราะอยู่ ก็ได้นาถึง ๒๐๐ ไร่ ทั้งไม่รู้จักผู้ให้ว่าเป็นใครอยู่ที่ไหน แต่ก็คิดว่าคงไม่มีใครอื่น นอกจากท่านผู้เฒ่าที่มาพักอาศัยบ้านนาเมื่อคราวหลงทาง ชีวิตของชาวนาผู้ยากจนบัดนี้ฐานะพอจะลืมตาอ้าปากกับเขาได้บ้าง แม้จะไม่รวยก็พอมีอันจะกินคนหนึ่งในแถบนั้น ไม่มีอะไรเป็นของเที่ยงแท้แน่นอน

            ต่อจากนั้นมาสิ่งไม่นึกไม่ฝันก็เกิดขึ้นอีก คือ เด็กหญิงเมตตา และกรุณา ได้รับมรดกตึกแถวซึ่งปลูกอยู่ในกรุงและเงินอีกจำนวนไม่น้อย เหตุก็เพราะท่านเจ้าคุณผู้เฒ่าที่เคยหลงทางมาพักที่บ้านนาได้ถึงแก่อสัญกรรมลง ก็ได้ทำพินัยกรมมองแบ่งมรดกให้เด็กหญิงทั้งสอง หลังจากนั้นต่อมา ครอบครัวนี้จึงได้โยกย้ายภูมิลำเนาเข้ามาอยู่ในพระนครประกอบการค้าในตึกแถวที่เป็นกรรมสิทธิ์ของบุตรสาวต่อมาทั้งนี้ก็เป็นเพราะเด็กหญิงชาวนาจนๆ ผู้ใจบุญและได้ให้น้ำท่านเจ้าคุณผู้เฒ่าในยามยาก เป็นคุณงามความดีของเด็กหญิงที่ยังไม่เดียงสา ทำไปด้วยมีจิตใจเมตตาสงสารไม่ได้นึกว่าจะเกิดผลตอบแทนอย่างมากมายเช่นนี้ นี่เป็นผลของกรรมดีที่เด็กหญิงชาวนาได้ประกอบขึ้น จึงทำให้พ่อแม่พลอยได้รับความสุขไปด้วยเพราะมีลูกที่ดี ครอบครัวนี้จึงได้เจริญรุ่งเรือง ความเมตตา ความกรุณา ปรานี สงสาร ด้วยความบริสุทธิ์แล้ว ย่อมจะเกิดผลดีตามสนองอยู่เสมอนี่ก็พอจะให้รู้ได้ว่าความดียังไม่สูญสิ้นไปจากโลกนี้

            นับแต่เด็กหญิงเมตตา และเด็กหญิงกรุณา สองพี่น้องได้รับทรัพย์สินของท่านเจ้าคุณผู้เฒ่าแล้ว วันเดือนปีได้ผ่านไป จนเด็กหญิงทั้งสองเติบใหญ่จนได้รับตำแหน่งคุณยาย คุณย่า คุณทวด แต่หญิงทั้งสองยังไม่เคยลืมชีวิตเมื่อครั้งยังเป็นเด็ก นึกถึงชายชราเจ้าคุณผู้เฒ่าผู้มาขอน้ำขอข้าวแล้วเป็นผู้ตอบแทนบุญคุณสูง แต่ด้วยความกตัญญูกตเวทีหญิงทั้งสองพี่น้องจึงได้ทำบุญทำทานเลี้ยงพระสวดมนต์ถวายสังฆทานอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้ท่านเจ้าคุณผู้เฒ่าที่ล่วงลับไปแล้วทุกปีเป็นประจำไม่เคยขาด ไม่เคยเว้น วันนั้นคือตงกับวันถึงแก่อสัญกรรมของท่านเจ้าคุณผู้มีพระคุณอันสูงยิ่ง แสดงถึงน้ำใจอันน่าชมเชยและนับถือ







Copyright © 2010 All Rights Reserved.