ReadyPlanet.com
dot dot
dot
คำสอนกรรมฐานจากพระพุทธโอษฐ์
dot
bulletมนุษย์ถือเอาที่พึ่งผิดๆ เป็นสรณะ
bulletอริยมรรคมีองค์แปด
bulletพระมหาสติปัฏฐานสูตร
bulletกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน
bulletเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน
bulletจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน
bulletธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน
bulletปัจฉิมพุทโธวาทปาฐะ
bulletพรหมจรรย์แห่งพระพุทธศาสนา
bulletทางออกจากวัฏฏะสงสาร
bulletปฎิบัติอย่างไรจึงทำที่สุดทุกข์ได้
bullet"สุญญตา"-ธาตุ-ผัสสะ-วิหาร
dot
แผนที่ เข็มทิศ ชัยภูมิ การปฏิบัติธรรม
dot
bulletบูชาพระรัตนตรัย
bulletพระตถาคตเจ้า เกิดขึ้นแล้วในโลก
bulletสัมมาทิฏฐิ
bulletสติปัฏฐาน ๔
bulletวิธีการปฏิบัติธรรม
bulletวิธีการกำหนดรู้
bulletอริยสัจ 4
bulletพระไตรลักษณ์
bulletปฏิจจสมุปบาท
bulletเพชรในหัวคางคก
bulletพระสารีริกธาตุ-ปัจเจกพุทธเจ้า
bulletพระอรหันตธาตุสมัยพุทธกาล
bulletพระอรหันตธาตุสมัยปัจจุบัน
dot
ว่าด้วยแนวทางการปฏิบัติธรรม
dot
bulletสมาทานศีล ๘
bulletคำขอกรรมฐาน
bulletคำลากรรมฐาน
bulletคำขอขมา
bulletปฏิเวธธรรม จากประสบการณ์
bulletบันทึกธรรม จากประสบการณ์
bulletวิธีทำสมถะวิปัสสนา
bulletดวงจิตผู้รู้อยู่ (หลวงปู่สิม)
bulletทวนกระแสจิตมาสู่ดวงจิตผู้รู้
bulletวิธีปฏิบัติธรรมหลวงปู่ดูลย์
bulletการอ่านหรือฟังธรรมให้เป็นธรรม
bulletเครื่องตามรักษา 5 ประการ
bulletการประสารความขัดแย้งภายใน
dot
ข้อคิด-คติธรรม หลวงปู่มั่น
dot
bulletวัตรปฏิบัติ
bulletอุบายปัญญา
bulletโอวาทธรรม
bulletอธิบายธรรม จิตเดิม
bulletอธิบายธรรม อกิริยา
bulletอธิบายธรรม สัตตาวาส ๙
dot
ข้อคิด คติธรรม หลวงปู่ดูลย์
dot
bulletธรรมโอวาท
bulletปรารภธรรมะเรื่องอริยสัจสี่
bulletรู้ให้พร้อม
bulletแนวปฏิบัติที่ถูกต้องและง่าย
bulletเต่า กับ ปลา
bulletผลคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน
bulletนักปฏิบัติลังเลใจ
bulletตื่นอาจารย์
bulletสิ้นชาติขาดภพ
dot
เรื่องเล่ากฏแห่งกรรม
dot
bulletบาปทางใจ
bulletไม่ต้องการสวรรค์
bulletหัวอกพ่อแม่
bulletวัยบาป
bulletวิญญาณคะนอง
bulletปากมนุษย์
bulletโทษของความโลภ
bulletนี่แหละผลกรรม
bulletเมตตา-กรุณา
bulletความฝันลุงยุ้ย
bulletเปรตหลวงพ่อขำ
bulletอานิสงส์ของการสวดพุทธคุณ
bulletสมาธิรักษาโรค
bulletวิญญาณรายงานตัว
bulletหญิงสองร่างนางสองชาติ
bulletใช้หนี้กรรม
bulletตายจากคนไปเกิดเป็นวัว
bulletบวช-ช่วยเตี่ยขึ้นจากนรก
bulletใช้หนี้กรรมสุนัข แมว
bulletตาเคลิ้ม
bulletอานิสงส์ สร้างพระพุทธรูป
bulletอดีตชาติ
bulletเรื่องจริงของการเวียนว่ายตายเกิด
dot
วัดรัตนคูหา ถ้ำผากล้วย แม่เมาะ
dot
bulletแผนที่ไปวัดรัตนคูหา(ถ้ำผากล้วย)
bulletพาแอ่วชุมชน ชมวิถีคนแม่เมาะ
dot
มุมกิจกรรม-ชมรมคนใจสบาย
dot
bulletทานบารมี
bulletภาพกิจกรรมชมรมคนใจสบาย
bulletข่าวชมรมคนใจสบาย
bulletถวายกุฎิคุณากโร ณ วัดรัตนคูหา
bulletไหว้พระดี แดนอีสาน
bulletร่วมสร้างอุโบสถวัดรัตนคูหา
bulletถวายกุฏิกรกช ณ วัดรัตนคูหา
bulletซื้อและติดต้ังปั๊มน้ำบาดาลให้วัด
bulletช่วยกันสร้างแรงบันดาลใจ
bulletสนทนาธรรมกับหลวงพ่อหล
bulletถวายผ้าป่าวัดเขาน้อยปัจเจกธรรม
bulletถวายสังฆทานวัดป่าบ้านโคกเต่า
bulletFacebook รวมภาพกิจกรรม
bulletวิธีป้องกันภัยจากรถสาธารณะ
bulletรักษาตาฟรี ถวายในหลวง
bulletโครงการผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาว
bulletขาเทียมฟรี สำหรับผู้พิการขาขาด
dot
นิทานธรรมะ
dot
bulletแพะระลึกชาติ
bulletคลั่งนิพพาน
bulletฝังลูกนิมิต
bulletอยากได้สวรรค์
dot
ธรรมบท แห่งความดี
dot
bullet ตนเป็นที่พึ่งของตน
bulletโสดาปัตติผล
bulletยมกปาฏิหาริย์
bulletสัตว์โลกมืดบอด
bulletประโยชน์ของตน
bulletผู้เกิดมาเพื่อฆ่าตนเอง
bulletไม่ได้ทรัพย์เมื่อหนุ่ม
dot
Newsletter

dot




ยมกปาฏิหาริย์

๑.    ทรงเป็นที่กระหยิ่มของเทวาและมนุษย์

 

 

พระพุทธภาษิต

 

เย ฌานปฺปสุตา ธีรา     เนกฺขมฺมฺปสเม รตา

เทวาปิ เตสํ ปิหยนฺติ     สมฺพุทฺธานํ สตีมตํ ฯ

 

คำแปล

            พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเหล่าใด ทรงเป็นปราชญ์ ขวนขวายในฌาน ทรงยินดีในธรรมอันเข้าไปสงบกิเลส คือ นิพพาน เทวาและมนุษย์ทั้งหลายย่อมกระหยิ่มต่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเหล่านั้นผู้มีสติ

 

            พระศาสดาทรงแสดงธรรมบทเรื่องนี้ เพราะทรงปรารภการแสดงยมกปาฏิหาริย์ของพระองค์ และเทวดามนุษย์เป็นอันมากที่มาประชุมกันที่ประตูเมืองสังกัส มีเรื่องย่อดังนี้

 

 

เรื่องประกอบ

ยมกปาฏิหาริย์

(ปาฏิหาริย์ที่ทรงแสดงเป็นคู่ๆ)

 

            เศรษฐีกรุงราชคฤห์คนหนึ่งได้ไม้จันทร์แดงมาท่อนหนึ่งซึ่งลอยน้ำมาขณะที่เขากำลังอาบน้ำอยู่ในแม่น้ำคงคา

            ตามเรื่องว่า ต้นจันทน์แดงต้นนั้นขึ้นที่ริมฝั่งตอนเหนือของแม่น้ำคงคา ถูกกระแสน้ำเซาะจนล้มลงหักกระจัดกระจายอยู่บนแผ่นหินมีปุ่ม ๆ หนึ่งประมาณเท่าหม้อ ถูกหินครูดสีถูกคลื่นซัดจนเกลี้ยงเกลาลอยน้ำไป ถูกสาหร่ายรวบรัดมาตัดที่ข่าย ของเศรษฐีซึ่งกำลังอาบน้ำอยู่

            เศรษฐีถามบริวารว่าอะไรลอยมาติดตาข่าย เมื่อคนจับขึ้นดู แก้เอาสาหร่ายออกจึงรู้ว่าเป็นท่อนไม้จันทร์แดงมีสีเหมือนครั่งสด

            เวลานั้น เศรษฐี ยังไม่ได้นับถือศาสนาอะไร ยังคงเป็นกลางอยู่เขาคิดว่า จันทร์แทงในบ้านของเขาก็มีมากอยู่แล้ว จะเอาจันทร์แดงนี้ไปทำอะไรดี จึงฉุกคิดขึ้นว่า  “ในโลกนี้ มีผู้ที่อ้างตนว่าเป็นพระอรหันต์มากอยู่ เราไม่รู้แน่ว่าใครเป็นพระอรหันต์จริงหรือไม่ได้เป็น”

            เศรษฐีให้กลึงท่อนจันทร์แดงนั้นทำบาตร แล้วให้แขวนไว้ในที่สูง ๖๐ ศอก ประกาศว่า “ถ้าพระอรหันต์มีจริงอยู่ ขอจงเหาะมาทางอากาศแล้วรับเอาบาตรไม้จันทร์นี้ไป ผู้ใดเหาะมาเอาบาตรนี้ไปได้ เราและบุตรภรรยาจักถือผู้นั้นว่าเป็นสมณะ คือจักรับนับถือศาสนาของท่านผู้นั้น”

            ทีนั้นพวกครูทั้ง ๖ มีบูรณกัสสปเป็นต้น มาทาบทามเศรษฐีว่าบาตรนี้สมควรแก่เรา ขอท่านจงให้บาตรนี้แก่เราเถิด เศรษฐีบอกท่านว่า จงมาทางอากาศแล้วถือเอาบาตรนี้ไปเถิด

            ในวันที่ ๖ นิครนถ์นาฏบุตร (๑ ในบรรดาครูทั้ง ๖) ส่งศิษย์ให้ไปหาเศรษฐีว่า “พวกเจ้าจงไปหาเศรษฐีแล้วบอกว่าบาตรนั้นสมควรแก่ครูของเรา ขอท่านจงให้บาตรรี้แก่ครูของเราเถิด”

            เมื่อศิษย์ของนาฏบุตรไปกล่าวเช่นนั้นแก่เศรษฐี เศรษฐีบอกว่าบาตรนี้จะเป็นสิทธิ์ของท่านผู้มารับเอาทางอากาศเท่านั้น

            นาฏบุตรต้องการไปเอง ได้ให้สัญญากับศิษย์ไว้ว่า เมื่อตนทำท่าเหาะให้ช่วยกันดึงแขนเอาไว้ เมื่อเยาไปถึงบ้านท่านเศรษฐีจึงพูดก่อนว่า “ท่านเศรษฐีบาตรนี้สมควรแก่ข้าพเจ้า ขอท่านจงให้แก่ข้าพเจ้าเสียเถิด”

            เศรษฐีบอกว่า ข้าพเจ้าจะให้แก่ผู้ที่เหาะมาทางอากาศเท่านั้นทีนั้นนาฏบุตรจึงบอกให้ศิษย์หลีกไป ตนเองทำท่าเหาะโดยยกมือข้างหนึ่งและเท้าข้างหนึ่งขึ้น ตอนนี้พวกศิษย์ก็รีบทำตามแผนที่วางไว้คือช่วยกันมาดึงมือดึงเท้าของนาฏบุตรแล้วพูดว่า

            “ท่านอาจารย์! ท่านทำอะไรนั่น ท่านอาจารย์ไม่ควรแสดงคุณที่พยายามปกปิดไว้นานแก่มหาชน เพราะต้องการของเล็กน้อย คือบาตรไม้จันทร์”

            เขาช่วยกันจับนาฏบุตรไว้ไม่ให้เหาะ นาฏบุตรได้ทีเช่นนั้นจึงกล่าวกับเศรษฐีว่า “ดูซี่ เศรษฐี, ศิษย์พวกนี้ไม่ยอมให้ข้าพเจ้าเหาะ ความจริงข้าพเจ้าเหาะได้ ท่านจงให้บาตรนี้แก่ข้าพเจ้าเสียเถิด”

            “ท่านจงเหาะไปเอาเองเถิด”เศรษฐียืนกราน

            พวกเดียรถีย์นิครนถ์พยายามอยู่อย่างนี้เป็นเวลา ๖ วันล่วงไปแล้วก็ไม่มีใครได้บาตร

            ตอนเช้าวันที่ ๗ พระมาหาโมคคัลลานะ และพระปิณโฑลภารทวาชะ กำลังยืนห่มจีวรอยู่บนแผ่นหินแห่งหนึ่ง ตั้งใจจะเข้าบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ ได้ยินเสียงพวกนักเลงพูดกันว่า วันนี้เป็นวันที่ ๗ แล้วยังไม่มีสมณะผู้ใดเหาะไปเอาบาตรไม้จันทร์ของท่านเศรษฐีเลย แสดงว่าพระอรหันต์ไม่มีอยู่ในโลกแม้แต่องค์เดียว

            พระมหาโมคคัลานะได้ยินดังนั้นจึงกล่าวกันพระปิณโฑละ ว่า

            “อาวุโส ภารทวาชะ ท่านได้ยินนักเลงพวกนี้พูดไม? เขาพูดเป็นทำนองย่ำยีพระพุทธศาสนาด้วย ท่านเป็นผู้มีฤทธิ์มากมีอานุภาพมาก จงเหาะไปเอาบาตรของเศรษฐีเพื่อเป็นพยานให้มหาชนเห็นว่าพระอรหันต์ยังมีอยู่ในโลก สมณะในพุทธศาสนามิได้ว่างจากคุณธรรม”

            พระภารทวาชะพูดกับพระพระมหาโมคัลลานะว่า “ท่านมหาโมคคัลสานะเป็นสาวกผู้เลิศทางมีฤทธิ์กว่าสาวกใด ๆ ของท่านจงแสดงฤทธิ์เหาะไปเอาบาตรเถิด”

            เมื่อพระมหาโมคคัลลานะยืนยันวา ขอให้พระภารทวาชะเป็นผู้เหาะไปเอาบาตร ท่านภารทวาชะก็ทำตามด้วยความยินดี

            พระภารทวาชะเข้าจตุตถฌานซึ่งเป็นบาทของอภิญญา ออกจากฌาน แล้วเหาะไปปรากฏตนอยู่ที่ยอดเรือนของเท่าเศรษฐี

            เศรษฐีเห็นแล้ว หมอบทำความเคารพและกล่าวว่า “ลงมาเถิด พระคุณเจ้า บาตรควรเป็นของท่าน”

            เมื่อพระเถระลงจากอากาศแล้ว เศรษฐีให้คนเอาบาตรลงมาจากที่ขวนซึ่งสูง ๖๐ ศอก บรรจุบาตรให้เต็มด้วยอาหารอันประณีตแล้วถวาย

            พระเถระรับบาตรแล้วเดินไปสู่วิหาร (ที่อยู่)

            เกียรติคุณของพระเถระเล่าลือไปอย่างรวดเร็ว คนทั้งหลายที่ยังไม่ได้เห็นก็พากันมาขอให้ท่านแสดงปาฏิหาริย์ให้ดูอีก และติดตามท่านไปอ้อนวอนแล้ว ๆ เล่า ๆ พระเถระแสดงปาฏิหาริย์ให้คนเหล่านั้นชมไปพลาง- เดินทางไปสู่วิหาร

            พระศาสดาทรงสดับเสียงมหาชนที่ติดตามพระเถระนั้นอื้ออึงจึงตรัสถามพระอานนท์ว่าเป็นเสียงอะไร เมื่อทรงทราบแล้ว รับสั่งให้พระปิณโฑลภารทวาชะเข้าเฝ้า ตรัสถามว่าทำอย่างนั้นจริงหรือ? เมื่อพระเถระรับว่าจริงแล้วทรงติเตียนนานาประการ รับสั่งให้ทำลายบาตรนั้นเสีย แล้วแจกจ่ายแก่ภิกษุทั้งหลายไปเพื่อบดผสมทำยาหยอดตาแล้วทรงบัญญัติสิกขาบทห้ามพระสาวกทำปาฏิหาริย์

            ฝ่ายพวกเดียรถีย์ได้ทราบว่าพระพุทธเจ้าให้ทำลายบาตร แล้วทรงบัญญัติสิกขาบทห้ามพระสาวกทำปาฏิหาริย์จึงเที่ยวบอกกันในถนนในนครว่า “ธรรมดาสาวกของพระสมณะโคดมย่อมไม่ล่วงสิกขาบทที่ศาสดาทรงบัญญัติไว้แม้ต้องเสียชีวิตก็ตาม ถึงพระสมณะโคดมเองก็ต้องทรงรักษาสิกขาบทที่พระองค์ทรงบัญญัติไว้ บัดนี้พวกเราได้โอกาสแล้ว”

        พวกเขาเที่ยวป่าวร้องต่อไปว่า “พวกเราต้องการรักษาคุณของตน จึงไม่แสดงคุณของตนแก่มหาชนเพราะเหตุสักว่าบาตรไม้จันทร์อันเป็นของเล็กน้อย บัดนี้พวกเราจักทำปาฏิหาริย์แข่งกับสมณะโคดมแน่นอน”

            พระเจ้าพิมพิสาร ราชาแห่งแคว้นมคธผู้ทรงเลื่อมใสในพระพุทธเจ้าได้ทราบทราบดังนั้น จึงเสด็จไปเฝ้าพระศาสดาทูลถามว่า ได้ทราบว่าพระองค์ทรงบัญญัติสิกขาบท ห้ามพระสาวกมิให้แสดงปาฏิหาริย์แล้วหรือ?

            “ขอถวายพระพร ข้อนั้นเป็นจริง” พระศาสดาตรัสตอบ

            “บัดนี้ พวกเดียรถีย์เที่ยวป่าวประกาศว่าจักทำปาฏิหาริย์แข่งกับพระองค์ พระองค์จักทำอย่างไร?”

            “เมื่อพวกเดียรถีย์ต้องการทำอย่างนั้น อาตมาภาพก็ทำได้เหมือนกัน มหาบพิตร

            “พระองค์ทรงบัญญัติสิกขาบทห้ามแสดงปาฏิหาริย์ไว้แล้วมิใช่หรือ?”

            “ถูกแล้วมหาบพิตร! แต่อาตมาภาพมิได้บัญญัติเพื่อตนเองอาตมาภาพบัญญัติสิกขาบทนั้นสำหรับพระสาวกทั้งปวง”

            “สิกขาบทนั้นมิได้ครอบคลุมถึงพระองค์ด้วยหรือพระเจ้าข้า?”

            “มหาบพิตร! ผลไม้ในพระราชอุทยานหลวง หากใครบริโภคโดยมิได้รับพระบรมราชานุญาต เป็นความผิดมิใช่หรือ?”

            “ผิด พระเจ้าข้า”

            “หากพระองค์มีพระประสงค์จะเสวยเอง จะมีความผิดถูกลงพระอาญาด้วยหรือไม่?”

            “ไม่เลย พระเจ้าข้า หม่อมฉันเป็นเจ้าของผลไม้ในอุทยานทั้งหมดย่อมไม่ถูกลงอาชญา”

            “ฉันเดียวกันนั่นแหละ มหาบพิตร! อาตมาภาพก็ไม่มีความผิดหากจะแสดงปาฏิหาริย์ อนึ่งเล่า อาชญาของอาตมาภาพแผ่ไปในแสนโกฏิจักวาล เหมือนอาชญาของพระองค์แผ่ไปทั่วแว่นแคว้น ด้วยเหตุนี้หากพวกเดียรถีย์จะทำปาฏิหาริย์แข่งกับอาตมาภาพ ๆ ก็จะทำเหมือนกัน”

            พวกเดียรถีย์ทราบเรื่องที่พระพุทธเจ้าจะทรงทำปาฏิหาริย์แล้วก็พากันตกใจ ปรึกษากันว่าจะทำอย่างไรดี เพราะปาฏิหาริย์ต่าง ๆ ของพวกนั้นไม่มีเลย

            พระราชาทูลถามพระศาสดาว่า จะทรงทำปาฏิหาริย์เมื่อใด

            “ในวันเพ็ญเดือน ๘ ต่อจากนี้ไปอีก ๔ เดือน มหาบพิตร”

            “จะทรงทำที่ใด”

            “จะทำที่เมืองสาวัตถี”

            ถามว่า “เพราะเหตุไรพระศาสดาถึงทรงอ้างที่ไกลถึงปานนั้น?”

            แก้ว่า “เพราะเป็นที่ทำปาฏิหาริย์ของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์”

อีกอย่างหนึ่งทรงทอดเวลาให้ยาวออกไปเพื่อมหาชนจักได้มาชุมนุมกัน

            พวกเดียรถีย์ตกลงกันว่า จะเที่ยวติดตามพระศาสดาไปทุกหนทุกแห่ง เมื่อเที่ยวติดตามอยู่ ถ้าคนทั้งหลายถามว่าทำไมจึงทำอย่างนั้นก็จะตอบว่า ตกลงจะทำปาฏิหาริย์แข่งกับพะสมณโคดมและพระสมณโคดมกำลังจะหนีไป

            ด้วยอาการอย่างนี้ มหาชนได้ติดตามกันไปเป็นอันมากเพื่อดูการทำปาฏิหาริย์ พระศาสดาเสด็จถึงเมืองสาวัตถีโดยลำดับ พวกเดียรถีย์เรี่ยรายทรัพย์จากผู้นับถือได้แสนหนึ่งแล้วสร้างมณฑปทำด้วยไม้ตะเคียน มุงด้วยดอกอุบลเขียว แล้วเที่ยวประกาศว่า “พวกเราจะทำปาฏิหาริย์ที่นี้”

            พระเจ้าปเสนทิโกศล ราชาแห่งแคว้นมคธเข้าไปเฝ้าพระศาสดาทูลว่า “พวกเดียรถีย์ทำมณฑปกันแล้ว หม่อมฉันจะให้สร้างมณฑปเพื่อพระองค์”

            แต่พระศาสดาทรงปฏิเสธ

            “พระองค์จักทำปาฏิหาริย์ที่ไหน พระเจ้าข้า?”

            “ที่ใต้ต้นมะม่วงใหญ่”

            พอข่าวนี้แพร่ออกไป พวกเดียรถีย์ให้คนเที่ยวถอนต้นมะม่วงเล็ก ๆ เสีนจนหมดสิ้น แม้ต้นมะม่วงที่ขึ้นในวันนั้นก็มิให้เหลือ

            ในวันเพ็ญเดือน ๘ พระศาสดาเสด็จเข้าไปในพระนคร ผู้รักษาสวนของพระราชาคนหนึ่งชื่อคัณฑะ เห็นมะม่วงสุกผลใหญ่ผลหนึ่งในระหว่างกลุ่มใบที่มดดำมดแดงทำรังไว้ ไล่กาที่มาชุมนุมด้วยความต้องการกลิ่นรสของมะม่วงนั้นให้หนีไป แล้วเก็บมะม่วงนั้นเพื่อไปถวายพระราชา เขาเห็นพระศาสดาในระหว่างทาง คิดว่า

            “พระราชาเสวยผลมะม่วงนี้แล้ว พึงพระราชทานกหาปณะแก่เรา ๘ หรือ ๑๖ กหาปณะ กหาปณะนั้นไม่พอในการเลี้ยงชีพในชาติหนึ่ง ถ้าเราถวายผลมะม่วงนี้แด่พระศาสดา นั่นจักเป็นคุณประโยชน์แก่เราตลอดกาลไม่มีที่สุด”

            เขาคิดดังนั้นแล้ว น้อมผลมะม่วงเข้าไปถวายพระศาสดา

            พระพุทธองค์ทรงทอดพระเนตรดูพระอานนท์ ๆ จึงน้อมบาตรเข้าไปถวาย พระศาสดาทรงรับมะม่วงจากนายคัณฑะแล้ว ทรงแสดงพระอาการว่าจะประทับนั่งตรงนั่น พระเถระปูจีวรถวาย เมื่อพระพุทธองค์ประทับนั่งแล้ว พระเถระได้กรองน้ำแล้วขยำผลมะม่วงสุกทำเป็นน้ำปานะถวาย

            พระศาสดาเสวยแล้ว รับสั่งให้นายคัณฑะคุ้ยดินขึ้นปลูกมะม่วงตรงนั้น ทรงล้างพระหัตถ์บนหลุมมะม่วง ต้นมะม่วงเจริญเติบโตขึ้นทันทีสูงประมาณ ๕๐ ศอก มีกิ่งใหญ่ ๕ กิ่ง คือกิ่งที่แผ่ไปในทิศทั้ง ๔ ทิศละกิ่ง และสูงขึ้นเบื้อบนกิ่งหนึ่ง กิ่งละประมาณ ๕๐ ศอก ต้นมะม่วงนั้นสมบูรณ์ด้วยช่อและผลสุกเป็นพวงย้อยระย้า

            พวกภิกษุที่มาภายหลัง มาฉันมะม่วงนั้นเหมือนกัน

            พระราชาทรงสดับว่า ต้นมะม่วงเห็นปานนั้นเกิดขึ้นแล้ว เป็นที่ทำปาฏิหาริย์ของพระศาสดา จึงรับสั่งให้เจ้าหน้าที่ของพระองค์อารักขาต้นมะม่วงนั้นไว้อย่างแข็งแรงไม่ให้ใครตัดได้

            ต้นมะม่วงนั้นชื่อวา “คัณฑามพพฤกษ์” เพราะนายคัณฑะปลูกไว้ พวกนักเลงกินผลมะม่วงนั้นแล้วพูดกันว่า

            “ไอ้พวกเดียรถีย์โว้ย พวกเจ้ารู้ว่า พระสมณโคดมจักทรงทำปาฏิหาริย์ที่โคนต้นมะม่วง จึงสั่งให้ถอนต้นมะม่วงเล็ก ๆ เสียสิ้น บัดนี้มีต้นมะม่วงชื่อคัณฑามพพฤกษ์เกิดขึ้นแล้ว” ดังนี้แล้วเอาเมล็ดมะม่วงขว้างปาพวกเดียรถีย์ทั้งหลาย

            ตำนานเล่าว่า ด้วยอานุภาพแห่งเทวดามีท้าวสักกะจอมเทพเป็นประธาน บันดาลให้เกิดลมพายุอย่างหนักหอบเอามณฑปของพวกเดียรถีย์ไปทิ้งกระจัดกระจาย แล้วแดดก็แผดจ้าร้อนแรงเหลือทนเหงื่อไหลโทรมกายของเดียรถีย์ ต่อแต่นั้นลมหัวด้วนก็เกิดขึ้น ด้วยอานุภาพของวาตวลาหกเทพบุตรโปรยธุลีลงบนสรีระของพวกเดียรถีย์ต่อจากนั้นฝนเม็ดใหญ่ตกลง กายของพวกเดียรถีย์จึงเป็นเหมือนแม่โคด่าง เขาแตกพวกแตกหมู่วิ่งหนีกันกระเจิง

            ชาวนาคนหนึ่งเป็นอุปฐากปูรณกัสสปเดินทางมาชมการแสดงของปูรณกัสสปผู้เป็นอาจารย์ ปล่อยโค ถือหม้อข้าวต้มและเชือกมาสวนทางกับปูรณกัสสปซึ่งกำลังหนี

ปูรณกัสสขอเชือกและหม้อจากมือชาวนาคนนั้นไปยังฝั่งแม่น้ำ เอาเชือกผูกหม้อและผูกคอของตนและกระโดลงไปในห้วงน้ำฆ่าตัวตาย

            พระศาสดาทรงเนรมิตจงกรมแก้วในอากาศ เมื่อบริษัทประชุมกันในบริเวณกว้างประมาณ ๓๕ โยชน์ ในตอนบ่ายเสด็จออกจากพระคันธกุฎี ทรงดำริว่าบัดนี้ถึงเวลาทำปาฏิหาริย์แล้ว ประทับยืนที่หน้ามุข

            พุทธบริษัททั้ง ๔ ต่างแสดงความประสงค์จะแสดงปาฏิหาริย์แทนพระพุทธองค์ด้วยปาฏิหาริย์แปลก ๆ เช่น ทำพื้นดินให้เป็นทะเลแล้วดำน้ำลงไป ชำแรกภูเขาให้คนดู เคี้ยวกินภูเขา ม้วนแผ่นดินเป็นต้น เพื่อประกาศพระเกียรติคุณของพระศาสดาว่า ขนาดสาวกยังทำได้ถึงเพียงนี้ พระศาสดาจะทำได้สักเพียงใด

            แต่พระพุทธองค์ทรงปฏิเสธข้อเสนอทั้งปวง ทรงขอบใจพระสาวกและตรัสว่า “พวกมาลัยนี้เขาแขวนไว้เพื่อเรา หาเพื่อพวกเธอทั้งหลายไม่ เราเป็นผู้มีธุระอันหาใครเสมอเหมือนมิได้ ผู้อื่นชื่อว่าสามารถนำธุระของเราไปได้ไม่มี ข้อนั้นไม่อัศจรรย์ในกาลบัดนี้ แต่อัศจรรย์ในกาลที่เราถือกำเนิดเป็นดิรัจฉาน”

            เมื่อพระมหาโมคคัลลานะทูลถาม จึงทรงนำ กัณหอุสภชาดก มาแสดงแต่ใจความว่า

            “ในกาลใดมีธุระหนัก มีภาระหนัก ในการใดต้องเดินทางในที่ลุ่มลึก ในกาลนั้นเจ้าของย่อมเทียมโคชื่อกัณหะ (โคดำ) โคชื่อกัณหะนั่นแหละสามารถนำภารธุระไปได้”

            ตรัสย้ำเรื่องนี้ให้หนักแน่นด้วย นันทวิสาลชาดก ความว่า

            “ผู้ฉลาดพึงกล่าวคำอันน่าพอใน เมื่อพราหมณ์กล่าวคำอันน่าพอใจอยู่ โคชื่อ

นันทวิศาลได้ลากภาระอันหนักไปได้ ทำพราหมณ์เจ้าของให้ได้ทรัพย์ พราหมณ์ก็มีใจเบิกบานเพราะได้ทรัพย์นั้น”

            เมื่อตรัสดังนี้แล้ว พระศาสดาได้เสด็จขึ้นสู่รัตนจงกรมในอากาศท่ามกลางบริษัทอันแผ่เป็นบริเวณทั้ง ๔ ด้าน ทรงแสดงพระยมกปาฏิหาริย์ดังนี้

            ยมกปาฏิหาริย์ นั้นแปลว่า ปาฏิหาริย์ที่พระศาสดาทรงกระทำเป็นคู่ ๆ พระสาวกอื่น ๆ ไม่สามารถทำได้ มีโดยย่อ ดังนี้

            ๑. ท่อไฟไหลออกจากพระกายเบื้องบน

                 ท่อน้ำไหลออกจากพระกายเบื้องล้าง

            ๒. ท่อไฟไหลออกจากพระกายเบื้องล้าง

                  ท่อน้ำไหลออกจากพระกายเบื้องบน

            ๓. ท่อไฟไหลออกจากพระกายเบื้องหน้า

                 ท่อน้ำไหลออกจากพระกายเบื้องหลัง

            ๔. ท่อไฟไหลออกจากพระกายเบื้องหลัง

                  ท่อน้ำไหลออกจากพระกายเบื้องหน้า

                                    ฯลฯ

 

            ในทำนองเดียวกันนี้ ท่อไฟและท่อน้ำไหลออกจากพระกายเบื้องซ้าย เบื้องขวา จากพระโสต พระนาสิก พระอังสะ พระหัตถ์ พระองคุลี ขุมพระโลมาแต่ละขุม

            ทรงเปล่งพระฉัพพัณณรังสี คือ สีเขียว เหลือง แดง ขาว หงสบาท และประภัสสร

            ท่อไฟที่ไหลออกนั้น เพราะทรงเข้าเตโชกสิณสมาบัติ ท่อน้ำที่ไหลออก เพราะทรงเข้าอาโปกสิณสมาบัติ ทรงแสดงปาฏิหาริย์ไปบ้างทรงแสดงธรรมแก่มหาชนผู้มาประชุมกันบ้าง เสียงสาธุการด้วยความนิยมยินดีกึกก้องไปทั่วพระนคร ธรรมาภิสมัย คือการตรัสรู้ธรรมได้เกิดขึ้นแก่พุทธบริษัทเป็นอเนกอนันต์

            ในขณะที่ทรงแสดงปาฏิหาริย์และแสดงธรรมอยู่นั้น พระองค์ทรงพิจารณาเห็นว่า ไม่มีใครสามารถถามปัญหาพระองค์ได้ จึงทรงเนรมิตพระพุทธนิมิตขึ้นองค์หนึ่งสำหรับถามและตอบปัญหา ทรงผลัดเปลี่ยนกันแสดงธรรมกับพระพุทธนิมิตตลอดเวลา

            ขณะที่พระศาสดาทรงแสดงปาฏิหาริย์อยู่นั่นเอง ทรงดำริว่าพระพุทธเจ้าในอดีต เมื่อแสดงยมกปาฏิหาริย์แล้วเสด็จจำพรรษา ณ ที่ใด ทรงทราบว่าเสด็จจำพรรษา ณ ภพดาวดึงส์ เมื่อทรงทำปาฏิหาริย์เสร็จแล้ว จึงเสด็จสู่ดาวดึงส์ด้วยอานุภาพของพระองค์

            ประชาชนไม่ได้เห็นพระศาสดา จึงพากันไปถามพระมหาโมคคัลลานะ ๆ ประสงค์จะประกาศคุณของพระอนุรุทธเถระผู้ได้รับกายอกย่องว่าเป็นยอดแห่งพระสาวกผู้เลิศทางทิพยจักษุ จึงแนะนำมหาชนให้ไปถามพระอนุรุทธเถระ พระอนุรุทธเถระบอกแกมหาชนว่า เวลานี้พระพุทธองค์เสด็จไปจำพรรษา ณ ภพดาวดึงส์ เพื่อเทศนาโปรดพระพุทธมารดา

            พระศาสดาประทับนั่ง ณ บันฑุกัมพลศิลาบนภพดาวดึงส์นั้นทรงครอบงำ

เทพยดาทุกหมู่เหล่าด้วยพระรัศมีแห่งพระองค์ พระพุทธมารดาเสด็จจากภพดุสินประทับนั่ง ณ พระปรัศเบื้องขวาแห่งพระศาสดา อังกุรเทพบุตร ณ พระปรัสซ้าย เมื่อเทพยดาผู้มีศักดิ์ใหญ่ทยอยกันมา อังกุรเทพบุตรนั้นต้องถอยห่างออกไปเรื่อย ๆ ถึง ๑๒ โยชน์ ส่วนอินทกเทพบุตรคงนั่งอยู่ที่เดิมนั่นเอง

            พระตถาคตเจ้า ทรงมองดูเทพบุตรทั้งสองแล้ว มีพระประสงค์จะทรงประกาศความแตกต่างกันแห่งทานที่บุคคลถวายในทักขิไณยบุคคลในศาสนาของพระองค์ และทานที่บุคคลให้แล้วแก่โลกียมหาชน จึงตรัสถามอังกุรเทพบุตรว่า

            “ดูก่อนอังกุระ ท่านให้ทานมาเป็นเวลานานถึงหมื่นปี แถวเตาไฟหุงต้มเพื่อบริจาคทานยายถึง ๑๒ โยชน์ แต่เมื่อท่านมาสู่สมาคมของเรา ต้องนั่งไกลออกไปถึง ๑๒ โยชน์ ไกลกว่าเทพบุตรทั้งปวง นั่นเพราะเหตุไร?”

            อังกุรเทพบุตรกราบทูลว่า

            “ข้าพระพุทธเจ้าได้บริจาคทานมากจริง ในสมัยที่เป็นมนุษย์ แต่ได้ให้ทานแก่โลกียมหาชน ให้ทานในเขตอันว่างจากทักขิไณยบุคคลส่วนยักษ์ ชื่ออินทกะ ได้ถวายทานนิดหน่อย แต่ได้ทำในทักขิไณยเขตจึงรุ่งเรืองกว่าข้าพระองค์เหมือนดวงจันทร์ในหมู่ดาว”           

            พระศาสดาจึงตรัสถามอินทกเทพบุตรผู้นั่งอยู่กับที่มิได้เคลื่อนย้ายเลย แม้เทพบุตรผู้มีศักดิ์ใหญ่ทยอยกันมา อินทกเทพบุตรทูลว่า

            “ข้าพระองค์ได้ทักขิไณยสมบัติในการให้ทาน ดุจหว่านพืชชนิดหน่อยในนาดี” ดังนี้แล้ว เพื่อจะประกาศทักขิไณยบุคคล จึงกราบทูลต่อไปว่า

            “พืชแม้มากที่บุคคลหว่านลงในนาดอน ผลย่อมไม่ไพบูลย์ ชาวนาเองก็ไม่ปลื้มใจ ฉันใด ทานแม้มากที่บุคคลให้แล้วในผู้ทุศีล ผลย่อมไม่ไพบูลย์ ทายกก็ไม่ปลื้มใจ ฉันนั้น ส่วนพืชแม้น้อย แต่บุคคลหว่านลงในนาดี ย่อมมีผลไพบูลย์ ชาวนาก็ปลาบปลื้มฉันใด ทานเล็กน้อยที่บุคคลทำในบุญเขต ในท่านผู้มีศีล มีคุณคงที่ มั่นคง ย่อมอำนวยผลไพบูลย์ยังผู้ให้ชื่นชมยินดี ฉันนั้น

            ปุพพกรรมของอินทกเทพบุตรนั้นเป็นอย่างนี้

            อินทกเทพบุตรนั้น เมื่อยังเป็นมนุษย์ได้ถวายภิกษาทัพพีหนึ่งแก่พระอนุรุทธเถระสาวกของพระพุทธเจ้า บุญนั้นมีผลมากกว่าทานที่อังกุรเทพบุตรทำแล้วแก่โลกียมหาชนถึงหมื่นปี ตั้งเตาไฟเป็นแถวยาวถึง ๑๒ โยชน์

            เมื่ออินทกเทพบุตรทูลดังนี้ พระศาสดาจึงตรัสกับอังกุรเทพบุตรว่า

            “ธรรมดาการให้ทานควรเลือกให้ ทานนั้นจึงจะมีผลมาก เหมือนการหว่านพืชในนาดี แต่เธอหาทำอย่างนั้นไม่ ทานของเธอจึงไม่มีผลมาก ทานอันบุคคลให้แล้วในเขตใดมีผลมาก ควรเลือกให้ในเขตนั้นการเลือกให้อันพระสุคตสรรเสริญแล้ว ทานที่ให้ในทักขิไณยบุคคลย่อมมีผลมาก เหมือนพืชที่หว่านลงในนาดี”

            เพื่อจะทรงแสดงพระธรรมเทศนาให้ยิ่งขึ้นไป พระศาสดาจึงตรัสต่อไปว่า

            “นาทั้งหลายมีหญ้าเป็นเครื่องประทุษร้าย หมู่ชนมีราคะ โทสะ โมหะ และความอยากเป็นเครื่องประทุษร้าย ดังนั้น ทานที่บุคคลให้แล้วในท่านผู้ปราศจากราคะ โทสะ โมหะ และความอยาก จะมีผลมาก”

        ในการจบเทศนา อังกุรเทพบุตรและอินทกเทพบุตรได้บรรลุโสดาปัตติผล

            พระศาสดาประทับท่ามกลางบริษัท ทรงปรารภถึงพระพุทธมารดา ทรงแสดงพระอภิธรรมปิฎกเริ่มว่า “กุสสา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา อพฺยากตา ธมฺมา - ธรรมที่เป็นกุศลก็มี เป็นอกุศลก็มี เป็นอัพยากฤตก็มี” ดังนี้เป็นต้น ทรงแสดงพระอภิธรรมปิฎกอยู่ ๓ เดือน

            เมื่อพระองค์ต้องการพักผ่อน หรือเสด็จภิกขาจาร ทรงเนรมิตพระพุทธนิมิตขึ้นแสดงธรรมแทน

            “อีก ๗ วันจะถึงวันมหาปวารณาออกพรรษา พระมหาโมคคัลลานะขึ้นไปเฝ้าพระศาสดา ณ ภพดาวดึงส์ ทูลถามถึงการเสด็จกลับสู่มนุษย์โลก เพราะมหาชนคอยการเสด็จกลับของพระพุทธองค์อยู่เป็นอันมาก พระศาสดาตรัสถามว่า เวลานี้พระสีบุตรอยู่ที่ใด พระมหาโมคคัลลานะทูลว่า พระสารีบุตรจำพรรษาอยู่ในสังกัสสนคร ห่างจากกรุงสาวัตถีประมาณ ๓๐ โยชน์ พระศาสดาจึงตรัสบอกพระมหาโมคคัลลานะว่า ในวันมหาปวารณาพระองค์จะเสด็จลงที่ประตูเมืองสังกัสระยะจากสาวัตถีไปเมืองสังกัสเพียง ๓๐ โยชน์เท่านั้น คนที่เมืองสาวัตถีจะไปเมืองสังกัสไม่ต้องเตรียมเสบียงอาหารอะไร เธอจงบอกแก่คนทั้งหลายว่าพึงไปหาเราเหมือนรักษาอุโบสถไปสู่วิหารแล้วฟังธรรมเท่านั้น      ถึงวันมหาปวารณา พระศาสดาเสด็จลงจากภพดาวดึงส์ พร้อมด้วยเทพบริษัทมากมาย ทรงเปิดโลกทั้งปวงในวันนั้น คือให้เทวดามนุษย์ และสัตว์นรกทั้งปวงได้เห็นกันโดยทั่วถึง มหาชนได้เห็นพุทธานุภาพแล้ว ต่างปรารภนาพุทธภูมิ อยากเป็นเช่นพระพุทธเจ้าบ้าง สารีบุตรเถระได้มาเฝ้าถวายบังคมพระศาสดา ณ ประตูเมืองสังกัสได้เห็นพระศาสดาผู้ประกอบด้วยพุทธสิริเห็นปานนั้น อันท่านไม่เคยเห็นมาก่อน จึงกราบทูลด้วยความยินดีว่า

            “พระศาสดาผู้มีถ้อยคำอันไพเราะ ทรงเป็นอาจารย์แห่งคณะเสด็จมาจากเทวโลกอย่างนี้ ข้าพระองค์ยังไม่เคยเห็นและไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย”

            ดังนี้แล้วทูลว่า “พระเจ้าข้า วันนี้เทวาและมนุษย์ทั้งหมดกระหยิ่ม คือ ปรารถนาเป็นเช่นพระองค์ มีความภาคภูมิใจในพระองค์อย่างล้นเหลือ”

            พระศาสดาตรัสว่า

            “สารีบุตร! ธรรมดาพระพุทธเจ้าผู้ประกอบด้วยคุณเห็นปานนี้ย่อมเป็นที่รักของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายโดยแท้” ดังนี้แล้วตรัสย้ำว่า

            “พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเหล่าใด ทรงเป็นปราชญ์ ทรงขวนขวายในฌาน ยินดีในธรรมเครื่องเข้าไปสงบกิเลส คือ พระนิพพาน เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ย่อมกระหยิ่มต่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเหล่านั้นผู้มีสติ”

            มีนัยดังพรรณนามาแล้วแต่ต้น

            เมื่อพระศาสดาเทศนาเรื่องนี้จบลง มีผู้สำเร็จมรรคผลกันมากศิษย์พระสารีบุตรได้บรรลุอรหัตตผลทุกรูป

            ข้อที่ทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์ แล้วทรงจำพรรษาในเทวโลก แล้วเสด็จลงที่เมืองกัสนั้น เป็นประเพณีของพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์สถานที่ที่พระศาสดาเหยียบพระยุคบาทลงนั้น เรียกว่า “อจลเจติยสถาน” พระศาสดาประทับยืนที่นั้น ตรัสถามปัญหาแก่มนุษย์นิกรระดับต่าง ๆ คือ ปุถุชน พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี พระอรหันต์ และอัครสาวกทุก ๆ ประเภทย่อมแก้ปัญหาได้ในวิสัยของตนเท่านั้น ไม่สามารถแก้ปัญหาในระดับที่สูงกว่าวิสัยแห่งตน เช่นปุถุชนไม่สามารถแก้ปัญหาที่ตรัสถามพระโสดาบันได้ และพระโสดาบันก็ไม่สามารถแก้ปัญหาในวิสัยของพระสกทาคามีได้

            เมื่อทรงถามปัญหาในพุทธวิสัย แม้พระสารีบุตรอัครสาวก ผู้เลิศทางปัญญาก็ไม่อาจเฉลยได้ ต้องพระศาสดาทรงประทานนัยจึงสามารถแก้ได้ พระสารีบุตรเมื่อได้รับนัยจากพระบรมศาสดาแล้วสามารถแก้ปัญหาได้เป็นร้อยนัยพันนัย ท่านจึงได้รับยกย่องจากพระพุทธเจ้า ว่ามีปัญหาดุจห้วงมหาสมุทร มากดุจเม็ดทรายในแม่คงคา

            ภิกษุทั้งหลายจึงยกย่องพระสารีบุตรกันว่า “โอ อัศจรรย์จริงพระสารีบุตรสามารถแก้ปัญหาในพุทธวิสัยได้ ซึ่งพระสาวกอื่น ๆ ไม่สามารถเลย”

            พระศาสดาตรัสว่า “มิใช่เพียงแต่กาลนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อนสารีบุตรก็เคยแก้ได้เหมือนกัน” ดังนี้แล้วตรัสเรื่องอดีต โดยนัยว่า

            “คนที่มาประชุมกันตั้งพัน แต่หาปัญญามิได้ คร่ำครวญอยู่ถึงร้อยปี บุรุษผู้มีปัญญาเพียงคนเดียว เข้าใจความหมายแห่งคำภาษิตประเสริฐกว่าคนตั้งพันนั้น”







Copyright © 2010 All Rights Reserved.